หัวหอม (onion)

หัวหอม

หัวหอม

หัวหอมอุดมไปด้วยวิตามินบี6 วิตามินซี โฟเลต โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมงกานีส โมลิบดีนัม โครเมียม ทองแดง และ เส้นใยอาหาร หัวหอมมีแหล่งกำเนิดในทวีปเอเชียและตะวันออกกลาง มีการนำมาปลูกเป็นเวลานานกว่า 5,000 ปี หัวหอมได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวอียิปต์ ที่ไม่เพียงแต่จะใช้หัวหอมแทนเงินค่าจ้างจ่าย ให้แก่คนงานที่สร้างพีระมิดเท่านั้น แต่ยังนำหัวหอมไปเก็บไว้ในสุสานของฟาโรห์ อย่างเช่นสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน เพื่อจะให้กษัตริย์ที่ ล่วงลับไปสามารถนำทรัพย์สมบัติภายในสุสานไปใช้ในโลกหลังความ ตายได้

มนุษย์รู้จักนำหัวหอมมาใช้เป็นอาหารและยารักษาโรคเป็นเวลานานแล้ว ในช่วงต้นศตวรรษที่ 6 ชาวอินเดียนำหัวหอมมาผสมกับ สมุนไพรอีกหลายชนิด เพื่อทำยารักษาโรค ในขณะที่ชาวกรีกและชาวโรมันนิยมใช้หัวหอมมาผสมและตกแต่งอาหารให้น่ากินมากยิ่งขึ้น กลิ่นที่ฉุน หัวหอมได้รับความนิยมในหมู่คนยากจนเกินกว่าจะหาเครื่องเทศอื่นๆ มาใช้ได้ หัวหอมได้กลายเป็นเครื่องเทศชั้นเลิศราคาถูก ที่คนเหล่านี้นำมาผสมในอาหาร เพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติของอาหารให้น่ากินยิ่งขึ้น ด้วยกลิ่นและคุณสมบัติเฉพาะตัว หัวหอมได้รับการเผยแพร่ ไปทั่วโลก โดยมีจีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย อินเดีย และสเปน เป็นประเทศที่มีการผลิตหัวหอมมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

  • ลดระดับน้ำตาลในเลือด

หัวหอมอุดมไปด้วยสารประกอบประเภทกำมะถันอันเป็นสาเหตุ ให้เกิดกลิ่นฉุน และมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆด้าน หัวหอมอุดมไปด้วยสารอัลลีล โพรพีล ไดซัลไฟด์ (AIIyl Propyl Disulphide) โครเมียม วิตามินซี และสารฟลาโวนอยด์จำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในสารดังกล่าวคือเควอซิติน (Quercitin)

จากการทดลองพบว่าหัวหอมมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดให้น้อยลง นักวิจัยพบว่าสารอัลลีล โพรพีล ไดซัลไฟด์ ในหัวหอมช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการเพิ่มปริมาณของอินซูลิน ให้มากขึ้น อัลลีล โพรพีล ไดซัลไฟด์ จะแข่งขันกับอินซูลินเพื่อจับตัวเข้ากับตับ การแข่งขันดังกล่าวส่งผลให้ร่างกายผลิตอินซูลินออกมามากส่งผลให้ระดับน้ําตาลในเลือดลดลงในที่สุด

  • ดีต่อระบบเลือดและหัวใจ

การกินหัวหอมอย่างสม่ำเสมอส่งผลดีต่อการทำงานของระบบ เลือด และหัวใจ หัวหอมอุดมไปด้วยสารประกอบกำมะถัน โครเมียม และวิตามินบี6 ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหัวใจ ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่โรคหัวใจและโรควูบเนื่องจากเส้นเลือดตีบตัน หัวหอมช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตให้น้อยลง ช่วยป้องกันภาวะการสะสมตัวของไขมันที่ผนังเส้นเลือดโรคหัวใจอันมีสาเหตุจาก โรคเบาหวาน ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ รวมไปจนถึงอาการวูบ เนื่องจากเส้นเลือดตีบตัน

จากการศึกษาถึงคุณสมบัติของหัวหอมในการลดความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด กับอาสาสมัครจำนวนมากกว่า 100,000 คน โดยแบ่งอาสาสมัครดังกล่าวออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 จะได้รับอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นหัวหอมอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่อาสาสมัครกลุ่มที่ 2 จะได้รับอาหารปกติที่กินกันเป็นประจำ เมื่อเวลาผ่านไป คณะนักวิจัยพบว่าอาสาสมัครที่กินอาหารที่มีส่วนประกอบของหัวหอมจะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นจากเดิมร้อยละ20 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ 2

  • ดีต่อกระเพาะอาหารและลำไส้

หัวหอมประกอบไปด้วยสารฟลาโวนอยด์จำนวนมาก ซึ่งสารที่ พบมากที่สุดคือสารเควอซิติน ซึ่งมีคุณสมบัติในการหยุดการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายในสัตว์ทดลอง ปกป้องเซลล์ของลำไส้ตรงจากอันตรายที่เกิดจากสารก่อมะเร็ง การปรุงอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งการย่างเนื้อสัตว์ด้วยหัวหอม จะช่วยลดปริมาณของสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการที่เนื้อสัตว์ถูกความร้อนจัดได้ และการกินหัวหอมอย่างสม่ำเสมออย่าง น้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

บทความทางการแพทย์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Clinical Gasteroenterology and Hepatology กล่าวว่าสารเควอซิตินที่พบในหัวหอมมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยลดขนาด และจำนวนของมะเร็งภายในลำไส้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังพบอกว่าหลังจากที่ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้เข้ารับการรักษา สารเควอซิตินอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน พบว่ามะ ดังกล่าวมีจำนวนลดลงร้อยละ 60,4 และมีขนาดลดลงร้อยละ 50.9

Onions are rich in vitamin B6. Vitamin C, folate, potassium, phosphorus, manganese, molybdenum, chromium, copper and Onion diet fibers originate in Asia and the Middle East. Has been planted for a long time 5,000 years, onions have been very popular with the Egyptians. That not only will use onions instead of paying wages To the workers who created the pyramid only But also bringing the onion to be kept in Pharaoh’s tomb Like the tomb of Pharaoh Tutankhamen To give the king Passed away, able to bring treasure within the cemetery to use in the world after Can die

หัวหอม (ONION)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

คะน้า (kale)

คะน้า

คะน้า

คะน้าอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามิน บี6 วิตามินซี แมงกานีส โพแทสเซียม ทองแดง แคลเซียม และเส้นใยอาหาร เป็นผักที่อยู่ในตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี และกะหล่ำดาว พัฒนามาจากกะหล่ำปลีป่า คาดกันว่า มีการนำมาปลูกเป็นครั้งแรกที่เอเชียไมเนอร์ ก่อนที่จะถูกนำไปเผยแพร่ ยังยุโรปในช่วง 600 ปีก่อนคริสตศักราช โดยนักเดินทางชาวเซลติก

คะน้ามีบทบาทสำคัญในการนำมาทำเป็นอาหารของชาวยุโรป ตอนต้น เป็นพืชที่มีความสำคัญในยุคโรมันโบราณ และกลายเป็นพืชที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มชาวนาช่วงยุคกลางก่อนที่จะมีการนำไปปลูกยังส่วนต่างๆ ของโลกในเวลาต่อมา คะน้าเป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติที่อร่อย สามารถนำมาทำอาหารได้ หลากหลายแล้ว ยังมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดังต่อไปนี้

  • ป้องกันมะเร็ง

นอกจากจะมีรสชาติที่อร่อยถูกปากแล้ว คะน้ายังมีคุณสมบัติ ในการปกป้องร่างกายจากอันตรายและความเสื่อมโทรมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย คะน้ามีสารประเภทกลูโคซิโนเลต ที่มีฤทธิ์ในการต้านความเสื่อมโทรมและโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับเซลล์และเนื้อเยื่อในพืชพรรณธรรมชาติจะมีกลูโคซิโนเลตมากกว่า 100 ชนิด โดยในคะน้าและพืชในตระกูลเดียวกันจะมีกลูโคซิโนเลตอยู่ 10-15 ชนิด แต่ทั้ง 10-15 ชนิดดังกล่าวต่างมีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้หลากหลาย รวมไปจนถึงมะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่ได้อย่างยอดเยี่ยม

คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเท็กซัส ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการกินอาหารของอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง พบว่าอาสาสมัครที่กินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เช่น คะน้า ในปริมาณมากและอย่างสม่ำเสมอ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะน้อยลงร้อยละ 29 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่กินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งน้อยที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น คะน้ายังมีสารซัลโฟราเฟน ซึ่งจะก่อตัวขึ้นเมื่อเราเคี้ยวคะน้ามีฤทธิ์ กระตุ้นตับให้ผลิตเอนไซม์ที่มีคุณสมบัติในการชะล้างสารก่อมะเร็ง ขัดขวางขั้นตอนการเกิดมะเร็งเต้านม และลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ตรงในสัตว์ทดลอง

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยรุทเกอส์ (Rutgers University) ที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารทางการแพทย์ Carcinogenesis พบว่า สารซัลโฟราเฟน ที่พบในคะน้าช่วยปกป้องไส้ตรงให้รอดพ้นจากโรคมะเร็งได้ดีอย่างเป็นพิเศษอีกด้วย

  • ช่วยชะล้างสารพิษ

สารประกอบที่พบในพืชผักมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยจัดการกับอนุมูลอิสระก่อนที่มันจะเข้าไปทำอันตรายต่อดีเอ็นเอ เยื่อหุ้มเซลล์ รวมไปจนองค์ประกอบอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม สารประกอบที่พบในพืชผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง บางชนิด เช่น คะน้า ทำหน้าที่ในระดับที่ลึกลงไปกว่านั้น โดยสารประกอบดังกล่าวจะส่งสัญญาณไปยังยืนเพื่อเพิ่มการผลิตเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการชะล้างสารพิษให้มากขึ้น กระตุ้นให้เกิดกระบวนการ ชะล้างร่างกาย เพื่อขจัดสารประกอบที่เป็นอันตรายต่อร่างกายออกไป ก่อนที่สารประกอบอันตรายเหล่านั้นจะทำลายเซลล์และเนื้อเยื่อให้ได้รับความเสียหายจนเกิดอาการผิดปกติ ความเสื่อมโทรม และโรคร้าย ต่างๆ ตามมาในภายหลัง

  • ป้องกันโรคต้อกระจก

คะน้าอุดมไปด้วยสารแคโรทีนอยด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูทีน และซีแซนธิน สารแคโรทีนอยด์ดังกล่าวทำหน้าที่คล้ายแผ่นกรองแสงแดด ที่ช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับดวงตา อันเนื่องจากการโดนแสงอัลตราไวโอเลตมากเกินไปอันนำไปสู่โรคต้อกระจก ซึ่งเป็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระจกตา ที่ทำให้ความคมชัดของการมองเห็นลดน้อยลงไปเรื่อยๆ งานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้ที่กินอาหารที่มีระดับของลูทีนสูง เช่น คะน้า จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อกระจกลดลงถึงร้อยละ 50

  • บำรุงปอด

งานวิจัยที่ทำขึ้นโดยมหาวิทยาลัยแคนซัส สเตท (Kansas State University) พบว่าคะน้าอุดมไปด้วยวิตามินเอ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำงานของปอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สูบบุหรี่จัดหรือต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ ควันพิษหรือฝุ่นละออง

ริชาร์ด เบย์บุท ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการ แห่งมหาวิทยาลัย แคนซัส สเตท ได้ค้นพบว่าสารก่อมะเร็งในบุหรี่ อันได้แก่ เบนโซ (เอ) ไพรีน เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายขาดวิตามินเอ จากการทดลองของ เบย์บุทที่ทำกับสัตว์ในห้องทดลอง ทำให้ค้นพบว่าสัตว์ที่ได้รับอาหารที่มีวิตามินเอในปริมาณที่ไม่เพียงพอจะพัฒนาไปสู่โรคถุงลมโป่งพอง และนอกจากการหยุดสูบบุหรี่แล้ว การกินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ เช่น คะน้า อย่างสม่ำเสมอ ยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ ถุงลมโป่งพองให้น้อยลงได้ด้วยเช่นกัน

  • ดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน

ป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

คะน้าเป็นแหล่งของวิตามินซี พบว่าคะน้า 1 ถ้วย สามารถให้ วิตามินซีได้มากถึงร้อยละ 88.8 ต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเซลล์ และเนื้อเยื่อ ช่วยป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกเซลล์ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันโรคหวัด รวมไปจนถึงการกลับมาติดเชื้อในช่องหู นอกจากนั้นจากการศึกษายังพบอีกว่าผู้ที่ได้รับวิตามินซีในปริมาณน้อย ที่สุดจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มากกว่าผู้ที่ได้รับวิตามินซีในปริมาณมากที่สุดถึง 3 เท่าอีกด้วย

Kale is rich in vitamin A. Vitamin B6, vitamin C, manganese, potassium, copper, calcium And dietary fiber Is a vegetable that belongs to the same family as cabbage and cauliflower Developed from wild cabbage, it is expected to be planted for the first time in Asia Minor. Before being published Still in Europe during the 600 years before BCE By Celtic travelers

Kale plays an important role in making European food. The beginning is an important plant in ancient Roman times. And became a highly popular crop in the middle ages of peasants before being planted in various parts Of the world at a later time Kale is one of the best food in the world. In addition to having a delicious taste Can be used to make a variety of dishes Also has the following health benefits.

คะน้า (KALE)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

กระเทียม (Garlic)

กระเทียม

กระเทียม

กระเทียมมีต้นกำเนิดในทวีปเอเชีย เป็นหนึ่งในพืชพรรณที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์เริ่มนำมาปลูก โดยเป็นระยะเวลามากกว่า 5,000 ปีมาแล้ว ชาวอียิปต์เป็นพวกแรกที่นำกระเทียมมาปลูกก่อนที่กระเทียมจะมีบทบาทสำคัญ ทั้งในเรื่องของอาหารและยารักษาโรคจวบจนกระทั่งปัจจุบัน ในสมัยโบราณกระเทียมเป็นที่เลื่องลือในเรื่องการเป็นอาหารชูกำลัง ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย

สมัยอียิปต์โบราณไม่เพียงใช้กระเทียมเป็นเครื่องเซ่นสรวง และ นำไปเก็บไว้ในสุสานของฟาโรห์เท่านั้น ชาวอียิปต์ยังนิยมผสมกระเทียม ลงในอาหารให้แก่ทาสที่ถูกเกณฑ์มาสร้างพีระมิดเพื่อช่วยเสริมสร้าง ความแข็งแกร่ง ทำให้ทนทานต่องานหนัก ไม่ล้มป่วยง่าย ในขณะที่ชาว โรมันนิยมกินกระเทียมก่อนเข้าแข่งขันกีฬา รวมไปจนถึงก่อนออกรบด้วยเช่นกัน

กระเทียมเป็นพืชในตระกูลลิลี (Liliaceae) เป็นพี่น้องกับหัวหอม สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย กระเทียมเป็นแหล่งของ แมงกานีส ฟอสฟอรัส วิตามินบี1 บี6 วิตามินซี โปรตีน ซีลีเนียม แคว เซียม โพแทสเซียม เหล็ก และทองแดง กระเทียมมีคุณสมบัติอันดีเลย ทั้งในด้านของการเป็นยาและอาหารดังต่อไปนี้

  • ดีต่อหัวใจ

การทดลองชิ้นหนึ่งที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือ Preventive Medicine แสดงให้เห็นว่ากระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการก่อตัวของหินปูนในเส้นเลือดแดง ยังผลให้เส้นเลือดอุดตันและขาดความยืดหยุ่น จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดจากกระเทียมแก่จัดเป็นประจำทุกวัน จะมีอัตราการสะสมตัวของแคลเซียมในเส้นเลือดเพียงร้อยละ 7.5 ในขณะที่ผู้ป่วยที่มิได้รับสารสกัดดังกล่าว จะมีการสะสมของแคลเซียมในเส้นเลือดร้อยละ 22.2

กระเทียมยังมีคุณสมบัติในการช่วยลดอนุมูลอิสระในกระแสเลือด จากการศึกษาทางการแพทย์ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Life Sciences พบว่าการกินสารสกัดจากกระเทียมในปริมาณ 1 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว กิโลกรัม เป็นเวลา 6 เดือน จะช่วยลดอนุมูลอิสระในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของไขมันและหินปูนที่ผนังของหลอดเลือดอย่างชัดเจน

  • ดีต่อสุขภาพโดยรวม

กระเทียมมีซีลีเนียมที่มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคมะเร็ง และลดการสะสมตัวของโลหะหนักในร่างกาย ดีต่อสภาพของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารพิษอันตราย แมงกานีสในกระเทียมทำหน้าที่เป็นตัวเสริมการทำงานของเอนไซม์ที่มีหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมในเซลล์และเนื้อเยื่อ และนำไปสู่โรคร้ายและอาการผิดปกติอื่นๆ จากการศึกษาพบว่าผู้ใหญ่ที่ขาดแมงกานีส จะมีระดับของ HDL (คอเลสเตอรอลชนิดดี) ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

การปรุงเนื้อพร้อมกับกระเทียมจะช่วยลดการก่อตัวของสารก่อ มะเร็งที่เกิดจากกระบวนการปรุงด้วยความร้อนให้น้อยลง ทำให้เนื้อสัตว์ที่หมักด้วยกระเทียมที่ผ่านกระบวนการย่างด้วยความร้อนสูง จะมีสารก่อมะเร็งน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ที่ไม่มีกระเทียมเป็นส่วนผสม

จากการทดลองของ The American Association for Can- Research’s Frontiers ที่ทำการทดลองเกี่ยวกับคุณสมบัติในการต้านมะเร็งของกระเทียมได้กล่าวว่า สารประกอบที่ทำให้กระเทียมมีกลิ่นฉุนมีส่วนสำคัญในการป้องกันมะเร็ง ด้วยการขัดขวางการก่อตัวของสารก่อมะเร็งที่มีชื่อว่า PhIP ทำให้เซลล์และเนื้อเยื่อของร่างกายมิได้รับอันตรายจากสารก่อมะเร็งดังกล่าว

  • ลดอาการอักเสบ

กระเทียมมีสารประกอบที่ทำหน้าที่ขัดขวางเอนไซม์ไลปอกซิจิเนส (Lipoxygenase) และไซโคลออกซิจิเนส (Cyclooxygenase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เร่งการสังเคราะห์สารพรอสตาแกรนดิน และโธรมบอกเซน ผู้ที่กินกระเทียมอย่างสม่ำเสมอจึงมักมีอาการอักเสบน้อยลง เมื่อสารประกอบต้านอาการอักเสบดังกล่าวทำงานร่วมกับวิตามินซีที่อยู่ใน กระเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเทียมสดจะยิ่งมีประสิทธิภาพในการ ป้องกันอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงในผู้ป่วยโรคหืดหอบช่วยลดอาการเจ็บ ปวด รวมไปจนถึงอาการอักเสบในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบ รูมาตอยด์ ได้ดียิ่งขึ้น

  • ต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส

สารประกอบแอลลิซิน ซึ่งเป็นหนึ่งในสารประกอบประเภท กำมะถันที่ทำให้กระเทียมมีกลิ่นฉุน เมื่อทำงานร่วมกับวิตามินซี สาร แอลลิซินจะมีบทบาทสำคัญในการต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการทดลองพบว่าสารแอลลิซินไม่เพียงแต่จะสามารถทำลายเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ ต้านไวรัสกระเพาะอาหาร และ แคนไดดา ยีสต์ (Candida Yeast) เท่านั้น แต่ยังมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของวัณโรค และอาการอาหารเป็นพิษชนิดรุนแรงได้อยาง มีประสิทธิภาพอีกด้วย

Garlic originated in Asia. Is one of the oldest plants that humans began to plant For more than 5,000 years ago, Egyptians were the first to bring garlic to plant before garlic played an important role. Both in terms of food and medicine until now In ancient times, garlic was known for being a power food. Helps strengthen the body.

The ancient Egyptians not only used garlic as offerings and kept in Pharaoh’s tombs only. Egyptians are also popular with garlic. Into the food for the slaves who were enlisted to build the pyramid to help strengthen strength Making it resistant to heavy loads Do not fall ill easily while the Romans prefer to eat garlic before entering the sport. Including until before the battle as well.

Garlic is a plant in the Lily family. (Liliaceae) is a brother and an onion Can be used to cook a variety Garlic is a source of manganese, phosphorus, vitamin B1, B6, vitamin C, protein, selenium, siamese. Potassium, iron and copper.

กระเทียม (GARLIC)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

มะเขือม่วง (Eggplant)

มะเขือม่วง

มะเขือม่วง

มะเขือม่วงถูกค้นพบครั้งแรกในอินเดีย และมีการนำมาปลูกเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล มะเขือม่วงถูกนำไปปลูกในทวีปแอฟริกาก่อนยุคกลาง และได้รับการเผยแพร่เข้าไปยังอิตาลีในเวลาต่อมาในศตวรรษที่ 14 มะเขือม่วงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วยุโรปและตะวันออกกลาง และในอีกหลายประเทศทั่วโลก โดยมีอิตาลี ตุรกี อียิปต์ จีน และญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีการปลูกมะเขือม่วงมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามะเขือม่วงจะถูกนำเข้าไปปลูกในยุโรป เป็นเวลาหลายศตวรรษ แต่มักถูกใช้เป็นเพียงผักสำหรับการตกแต่งจาน เพื่อความสวยงามเท่านั้นจนกระทั่งได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์ในศตวรรษ ที่ 18 เมื่อมีการทำให้ความขมของมะเขือม่วงหายไป ทำให้เริ่มมีการนำมะเขือม่วงมาประกอบอาหารจานต่างๆ มากขึ้น และได้รับความนิยม อย่างสูงในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นกริช ตุรกี หรือฝรั่งเศส

มะเขือม่วงเป็นแหล่งของโพแทสเซียม ทองแดง และไทอามิน (วิตามินบี1) วิตามินบี6 เส้นใยอาหาร โฟเลต แมกนีเซียม และไนอะซิน นอกจากนั้นมะเขือม่วงยังเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุหลายอย่าง ซึ่งวิตามินและแร่ธาตุบางตัวก็มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมอีกด้วย สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในมะเขือม่วงเป็นสารประกอบประเภทฟีโนลิก ได้แก่ กรดคาเฟอิก กรดโคลโรจีนิก และนาซูนิน

  • บำรุงสมอง

ผิวของมะเขือม่วงมีสารแอนโธไซยานิน ที่มีชื่อว่านาซูนิน นาซูนินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ช่วยป้องกัน อันตรายที่เกิดขึ้นกับเยื่อหุ้มเซลล์ จากการทดลองกับสัตว์ทดลองพบว่า สารนาซูนินมีประโยชน์ต่อการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์สมอง เยื่อหุ้มเซลล์มีส่วนประกอบหลัก เป็นไขมันที่ทำหน้าที่ป้องกันเซลล์จากอนุมูลอิสระ เป็นทางผ่านของสารอาหารที่จะผ่านเข้าไปภายในเซลล์และของ เสียที่ขับออกมา และเป็นตัวรับคำสั่งจากสื่อกลาง ทำให้เซลล์ทราบว่าควรทำกิจกรรมใด สารนาซูนินช่วยปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์สมอง รวมไปจนถึงองค์ประกอบเล็กๆ ภายในเซลล์ ทำให้สมองทำงานอย่างเป็นปกติสุข

  • ต่อต้านความเสื่อมโทรม

จากการศึกษาของ US Agricultural Service ใน Beltsville รัส Maryland พบว่ามะเขือม่วงอุดมไปด้วยสารประกอบฟีโนลิก ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยม พืชพรรณจะสร้างสารประกอบดังกล่าวขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวมันเองจากแบคทีเรียหรือเชื้อรา สารประกอบประเภทฟีโนลิกในมะเขือม่วงเป็นกรดคลอโรจีนิก ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่มักปรากฏอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจำพวกพืช กรดคลอโรจีนิกดังกล่าวมีคุณสมบัติเป็นสารต้านมะเร็ง ต้านการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ต้านการทำงานของไวรัส และต้าน LDL (คลอเลสเตอรอลชนิดเลว) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของอันตราย และความเสื่อมโทรมที่จะเกิดขึ้นกับเซลล์และเนื้อเยื่อของร่างกาย

  • ดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

จากการทดลองพบว่าหลังจากที่สัตว์ทดลองที่มีระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้กินน้ำคั้นมะเขือม่วง ระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดของสัตว์เหล่านั้นลดลง คอเลสเตอรอลในผนังเส้นเลือดแดงและคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดเอออร์ตา ซึ่งเป็นเส้นเลือดแดงใหญ่ที่นำเลือดออกจากหัวใจกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนของร่างกายอีกครั้งลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นยังพบอีกว่าสารประกอบในน้ำมะเขือม่วง มีผลให้เส้นเลือดของสัตว์ทดลองดังกล่าวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้เลือดมีการไหลเวียนดียิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

  • มะเขือม่วงกับออกซาเลต

มะเขือม่วงเป็นหนึ่งในอาหารเพียงไม่กี่อย่างที่มีออกซาเลตระดับสูง ออกซาเลตเป็นสารที่พบได้ในพืชพรรณ สัตว์ และมนุษย์ เมื่อของเหลวในร่างกายมีออกซาเลตในปริมาณมากเกินไป ออกซาเลตจะตกผลึกและส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ในเวลาต่อมา แพทย์บางคนอาจแนะนำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตรวมไปจนถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ ให้หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีกรดออกซาเลต ซึ่งหนึ่งในนั้น คือมะเขือม่วง

จากการทดลองในห้องทดลองพบว่าออกซาเลตที่ปรากฏอยู่ใน มะเขือม่วงมีฤทธิ์แทรกแซงการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของออกซาเลตที่มีต่อกระบวนการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายดูเหมือนว่าจะน้อยนิด และไม่อาจขัดขวางกระบวนการดูดซึมแคลเซียมรวมไปจนถึงสารอาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ ของร่างกายแต่อย่างใด หากคุณมีร่างกายที่แข็งแรง และมีระบบการย่อยอาหารสมบูรณ์ คุณยังคงสามารถกินมะเขือม่วงได้อย่างสบายใจ ในขณะร่างกายได้รับสารอาหารรวมไปจนถึงแคลเซียมจากอาหารที่กินเขา ในปริมาณที่มากพอกับความต้องการของร่างกาย

Eggplant was first discovered in India. And was first planted in China in the 5th century BC Eggplant is grown in Africa before the Middle Ages. And was published in Italy later in the 14th century Eggplant is widely popular throughout Europe and the Middle East. And in many other countries around the world With Italy, Turkey, Egypt, China and Japan Is the country that has the most eggplant cultivation.

However Although eggplant is grown in Europe For centuries But is often used as a vegetable for decorating dishes For beauty only until it has improved the breed in the centuries 18th, when the bitterness of the eggplant disappeared Causing the introduction of eggplant to cook various dishes More and more popular Highly later Especially in European countries Whether it’s a Turkish or French dagger.

Eggplant is a source of potassium. Copper and Tai Amin (vitamin B1), vitamin B6, dietary fiber, folate, magnesium And niacin. In addition, eggplant is also a source of many vitamins and minerals. Which some vitamins and minerals have excellent antioxidant properties Antioxidants found in eggplant are phenolic compounds including caffeic acid. Chlorogenic acid And Nasunin

มะเขือม่วง (EGGPLANT)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

ขึ้นฉ่าย (celery)

ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่ายที่เราพบเห็นกันทั่วไปในปัจจุบันนี้ ได้รับการพัฒนามาจากขึ้นฉ่ายป่า คาดกันว่ามีต้นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาและทางตอนใต้ของทวีปยุโรบ ก่อนที่จะมีการนำไปปลูกกันอย่างแพร่หลายตั้งแต่สมัยโบราณ โดยในตอนแรกขึ้นฉ่ายถูกนำมาใช้เป็นยารักษาโรค แต่ต่อมาได้มีการนำมาประกอบอาหารจนกระทั้งปัจจุบัน

ขึ้นฉ่ายอุดมไปด้วยวิตามินซี เส้นใยอาหาร โพแทสเซียม แคลเซียม โฟเลต โมลีบดีนัม ฟอสฟอรัส เหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส วิตามินเอ วิตามินบี1 บี2 และบี6 ขึ้นฉ่ายให้ประโยชน์ทั้งด้านอาหารและยารักษาโรค ดดยพบว่าขึ้นฉ่ายมีส่วนช่วยเสริมสร้างสุขภาพดังต่อไปนี้

  • ป้องกันมะเร็ง

ขึ้นฉ่ายอุดมไปด้วยสารประกอบที่มีชืาอว่าคูมาริน ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่จะนำไปสู่การเกิดเนื้อร้ายในอนาคต ช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของเมล็ดเลือดขาว ซึ้งทำหน้าที่ในการป้องกันภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในการขจัดเซลล์ที่เป็นอันตรายบ อันได้แก่เซลล์มะเร็ง นอกจากนั้นขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารประกอบอะซีติลเลนิก ซึ้งทำหน้าที่ในการหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งให้น้อยลงอีกด้วย

  • ดีต่อความดันโลหิต

ในขณะที่วงการแพทย์จีนเชื่อว่าขึ้นฉ่ายมีสรรพคุณในการลดความดันโลหิตให้ลดลง วงการแพทย?ตะวันตกพบว่าขึ้นฉ่ายมีสารประกอบที่มีสรรพคุณในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบเส้นเลือดแดง และช่วยขยายเส้นเลือดให้กว้างขึ้น ทำให้กระแสเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดการหลั่งฮอร์โมนความเตรียด ซ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงด้วยเช่นกัน

  • ลดระดับคอเลสเตอรอล

จากการศึกษาคุรสมบัติในการลดระดับคอเลสเตอรอลของขึ้นฉ่ายในสัตว์ทดลอง ที่มีแนวโน้มในการสะสมตัวของระดับคอเลสเตอรอล ในกระแสเลือดมากเป็นพิเศษ พบว่าภายในเวลา 8 สัปดาห์ สัตว์ที่ดื่มน้ำขึ้นฉ่ายคั้นสดมีระดับคอเลสเตอรอลดดยรวมลดลง โดยพบว่าร่างกายของสัตว์เหล่านั้นมีการเพิ่มการหลั่งกรดน้ำดีมากขึ้น ยังส่งผลให้ระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกายลดลง

  • ขับปัสสาวะ

ขึ้นฉ่ายอุดมไปด้วยโพแทสเซียม และโซเดียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นกับระบบของเหลวภายในร่างกายกระตุ้นการผลิตน้ำปัสสาวะ กระตุ้นให้ร่างกายมีการขับน้ำส่วนเกินออกมา

  • วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษา

เลือกขึ้นฉ่ายที่แลดูสดและกรอบ โดยเลือกต้นที่สามารถแยกออกจากกันได้ง่าย ไม่เหี่ยวเฉาหรือแลดูไม่สด เลือกขึ้นฉ่ายที่มีใบสีเขียวอ่อนไปจนถึงสีเขียวสด หลีกเลี่ยงใบสีเหลืองหรือสีน้ำตาล เพื่อคงความสดให้ยาวนานยิ่งขึ้น ควรเก็บขึ้นฉ่ายในกล่องพลาสติกที่มีฝาปิดมิดชิด หรือห่อด้วยพลาสติกใส หรือพันผ้าขนหนูชุบน้ำพอหมาดก่อนเก็บไว้ในตู้เย็นในช่องแช่ผักตามปกติ หากหั่นขึ้นฉ่ายเรียบร้อยแล้วให้รินน้ำส่วนเกินที่อาจหลงเหลืออยู่ในภาชนะออกให้หมด เนื่องจากน้ำดังกล่าวอาจชะล้างสารอาหารที่มีประโยชน์ออกจากขึ้นฉ่ายได้

หลีกเลี่ยงการเก็บขึ้นฉ่ายที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลานานๆเนื่องจากขึ้นฉ่ายมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก อาจทำให้ใบและลำต้นเหี่ยวได้ง่าย และควรรีบใช้ให้หมดโดยเร็วหากหั่นขึ้นฉ่ายเรียบร้อยแล้ว

  • เคล็ดลับในการเตรียมข้นฉ่ายสำหรับทำอาหาร

ก่อนนำขึ้นฉ่ายไปทำอาหาร ควรล้างให้สะอาด ตัดโคนและใบออก ล้างใบและลำต้นให้สะอาด หั่นลำต้นออกเป็นท่อนๆ ตามต้องการหากลำต้นของขึ้นฉ่ายแก่และมีเส้นใยแข็งให้ปลอกเปลือกและนำเส้นใยแข็งดังกล่าวไปทิ้ง ควรใช้ให้หมดภายใน 1-2 วัน เนื่องจากขึ้นฉ่ายบอบบางมากจนไม่อาจเก็บไว้ได้นานนัก หากขึ้นฉ่ายที่ซื้อมาเหี่ยว แลดูไม่น่ากินให้พรมน้ำสักเล็กน้อย แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง จะช่วยทำให้ขึ้นฉ่ายกลับมาสดกรอบอีกครั้ง

Celery that we commonly see today Developed from wild celery It is estimated that it originated in the Mediterranean region in the north of Africa and south of Europe. Before being widely cultivated since ancient times In the first place, celery is used as a medicine But later brought to cook until the present.

Celery is rich in vitamin C, dietary fiber, potassium, calcium, folate, molybdenum, phosphorus, iron, magnesium, manganese, vitamin A, vitamin B1, B 2 and B6, celery, useful for both food and medicine. Found that celery has helped to strengthen the following health.

Celery that we see today Developed from wild celery It is estimated that it originated in the Mediterranean region of South Africa and south of Europe. Before being widely cultivated since ancient times

Celery is rich in vitamin C, dietary fiber, potassium, calcium, folate, molybdenum, phosphorus, iron, magnesium, manganese, vitamin A, vitamin B1, B 2 and B6, celery, useful for both food and medicine. Found that celery has

ขึ้นฉ่าย (CELERY)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

กะหล่ำดอก (cauliflower)

กะหล่ำดอก

กะหล่ำดอก

กะหล่ำดอกได้รับการพัฒนามาจาก กะหล่ำปลีป่า ถูกนำมาปลูกครั้งแรกในแถบเอเชียไมเนอร์ในขณะนั้นกะหล่ำดอกมีลักษณะคล้ายคะน้า มากกว่าลักษณะที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน กะหล่ำดอกได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในฝรั่งเศส ในช่วงกลางศตวรรษที่ 16 ได้มีการนำไปปลูกยังยุโรบตอนเหนือ รวมไปจนถึงหมู่เกาะอังกฤษ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังดินแดนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี อินเดีย หรือจีน

กะหล่ำดอกเป็นหนึ่งในผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง อุดมไปด้วย วิตามินซี โฟเลต เส้นใยอาหาร วิตามินบี5 บี6 แมงกานีส และกรดไขมันโอเมก้า 3 นอกจากจะมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนูแล้ว กะหล่ำดอกยังมีคุณค่าทางอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายด้าน จนถูกจัดให้เป็นหนึ่งในอาหารที่ดีที่สุดในโลก

  • ชะล้างสารพิษในร่างกาย

ตับทำหน้าที่ในการชะล้างสารพิษออกจากร่างกาย หากปราศจากกระบวนการล้างพิษที่มีประสิทธิภาพ สารพิษจะทำอันตรายเยื่อหุ้มเซลล์และดีเอ็นเอ รวมไปจนถึงส่วนประกอบอื่นๆ ที่อยู่ภายในเซลล์ได้รับความเสียหาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลล์และเนื้อเยื้อดังกล่าวนำไปสู่ภาวะการเจริญเติบโตที่ผิดปกติและไม่สามารถควบคุมได้จนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด กะหล่ำดอกมีคุณสมบัติในการล้างพิษ โดยมีกลูโคซิโนเลต และไธโอไซยาเนต รวมไปจนถึงซัลโฟราเฟน และ ไอโซไธยาเนต ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ช่วยในการปรับพิษให้มีความเป็นกลาง ทำให้สารพิษไม่อาจทำอันตรายเซลล์และเนื้อเยื้อได้ และถูกขจัดออกจากร่างกายได้ในที่สุด

  • ต้านมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

กะหล่ำดอกมีเอนไซม์ที่ช่วยเสริมสร้างกระบวนการล้างสารพิษ ซึ่งประกอบไปด้วยกลูต้าไธโอน ทรานเฟอราส, กลูคูโรโนซีล ทรานส์เฟอราส และคิวโนน ริดัคเตส สัตว์และคนที่กินอาหารที่มีเอนไซม์ดังกล่าวในปริมาณสูง จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลดน้อยลง จากการศึกษาของคณะนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส พบว่าผู้ที่กินผักที่มีสรรพคุณในการต้านมะเร็งทุกวัน จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะน้อยลงมากถึงร้อยละ 29 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่กินผักดังกล่าวในปริมาณที่น้อยที่สุด

  • ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต้อมลูกหมาก

จากการศึกษาถึงความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต้อมลูกหมากของอาสาสมัครชายเป็นจำนวน 29,361 คน พบว่าผู้ชายที่กินบร็อกโคลีหรือกะหล่ำดอกมากกว่า 1 ครั้งในแต่ละสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต้อมลูกหมากลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายที่กินผักเหล่านี้น้อยกว่าหนึ่งครั้งต่อเดือน นอกจากนั้นนักวิจัยยังพบอีกว่าผู้ชายที่กินกะหล่ำดอกสัปดาห์ละครั้งจะมีความเสี่ยงต่อการลุกลามของมะเร็งต้อมลูกหมากลดลงร้อยละ 45 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายที่กินกะหล่ำดอกเพียงเดือนละ 1 ครั้ง

  • ป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ผู้ที่กินอาหารที่มีวิตามินซีน้อยที่สุดจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มากกว่าคนที่กินอาหารที่มีวิตามินซีในระดับเข้มข้นมากถึง 3 เท่า นอกจากนั้นการทดลองชิ้นหนึ่งยังกล่าวว่าการกินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เช่น กะหล่ำดอก จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันอาการอักเสบมีสาเหตุมาจากโรคข้ออักเสบชนิดหลายข้อ (Polyarthritis) ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการของโรคข้อักเสบรูมาตอยด์ที่มักเกิดขึ้นกับข้อต่อ

The cauliflower was developed from wild cabbage which was first planted in Asia Minor. At that time, cauliflower looks like kale. More than what we are familiar with today Cauliflower is very popular in France. In the middle of the 16th century, it was planted to the north of Europe. Including the British Isles Before spreading to various lands Whether in the United States, France, Italy, India or China

Cauliflower is one of the vegetables that has anti-cancer effect, rich in vitamin C, folate, dietary fiber, vitamin B5, B6, manganese and omega-3 fatty acids. Can be used to cook a variety of menus Cauliflower also has many nutritional benefits for the body. Until being classified as one of the best food in the world

  • Wash away toxins in the body

The liver is responsible for cleansing toxins from the body. Without an effective detoxification process Toxins will harm the cell membrane and DNA. Including other components The inside of the cell has been damaged. The damage that occurs to the cells and tissues leads to abnormal growth and can not be controlled until eventually becoming cancer. Cauliflower has detoxification properties. With glucosinolate And Thiocyanate Including sulfurphenol and isoflavones, which are components that help neutralize toxins Causing toxins to harm the cells and tissues And finally being eliminated from the body

กะหล่ำดอก (CAULIFLOWER)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

แครอต (Carrot)

แครอต (CARROT)

แครอต

มนุษย์เริ่มนำแครอตมาปลูกเป็นเวลา นานนับพันปีแล้ว โดยเริ่มนำมาปลูกในแถบเอเชีย กลาง และตะวันออกกลาง แครอตที่มนุษย์เริ่มนำมาปลูกนั้น มีสีสันที่แตกต่างจากแครอตในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยมีสีม่วง หลายเฉดสี เริ่มตั้งแต่สีม่วงลาเวนเดอร์ไปจนถึงสีม่วงคล้ายมะเขือม่วง จนกระทั่งก่อนเข้าสู่ยุคเฮเลนิก ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ของแครอตใน ประเทศอัฟกานิสถาน จนกระทั่งกลายเป็นแครอตอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้

แครอตอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นแหล่งของวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค เส้นใยอาหาร และโพแทสเซียม สารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคโรทีนอยด์ที่พบในแครอตช่วยป้องกัน เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ มะเร็ง และยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพของดวงตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยป้องกันโรคตาบอดในที่มืด

  • ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

จากการวิจัยของคณะวิจัยที่ทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ ระหว่างแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสารประกอบต้านอนุมูลอิสระที่พบในแครอตกับความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ พบว่าอาหารที่มีแคโรทีนอยด์สูงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจให้น้อยลง คณะนักวิจัยทำการศึกษาโดยใช้อาสาสมัครจำนวน 1,300 คน แบ่งอาสา สมัครดังกล่าวออกเป็น 2 กลุ่ม แล้วให้อาสาสมัครกลุ่มที่ 1 กินอาหารที่ มีส่วนผสมของแครอตอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง พบว่าอาสาสมัครเหล่า นั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจลดลงจากเดิมถึงร้อยละ 60 เมื่อ เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้กินอาหารที่มีส่วนผสมของสารประกอบดังกล่าว น้อยกว่า 1 ครั้ง ต่อวัน

  • ตาบอดในที่มืดและต้อกระจก

สารเบต้าแคโรทีน ช่วยเสริมสร้างการมองเห็นให้เป็นปกติ ป้องกันโรคหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับดวงตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคตาบอดในที่มืด เมื่อตับเปลี่ยนสารเบต้าแคโรทีนให้กลายเป็น วิตามินเอ ร่างกายจะทำการลำเลียงวิตามินเอดังกล่าวไปยังเรตินา ที่ ซึ่งวิตามินเอจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโรดอพซิน ซึ่งเป็นเม็ดสีม่วงที่ จำเป็นต่อการมองเห็นในยามค่ำคืน นอกจากนั้นสารเบต้าแคโรทีนยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคต้อกระจกที่อาจนำไปสู่อาการตาบอด ในผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน

  • ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

การกินอาหารที่มีส่วนผสมของแคโรทีนอยด์ในระดับที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมหลังหมดประจำเดือนได้ มากถึงร้อยละ 20 และลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งคอมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกล่องเสียง และมะเร็งหลอดอาหารได้มากถึงร้อยละ 50 นอกจากนั้นจากการศึกษา ของคณะนักวิจัยยังพบอีกว่า การกินแครอต 1 หัว ต่อวัน อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดได้มากถึงร้อยละ 50 เลย ที่เดียว แต่ทั้งนี้ต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค เช่น การสูบบุหรี่จัดให้ไกลด้วยเช่นกัน

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ

แครอตเพียง 1 ถ้วย อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนมากถึง 2,673 IUs จากผลการวิจัยพบว่าสารแคโรทีนอยด์ในแครอตมีผลต่อ ระดับอินซูลินในร่างกาย และมีคุณสมบัติในการช่วยควบคุมระดับ น้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ

  • วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษา

เลือกซื้อแครอตที่มีเนื้อแน่น ผิวสัมผัสเรียบเนียน ไม่ขรุขระ และมีสีสดใส แครอตที่ดีควรมีสีส้มเข้ม เพราะหมายถึงระดับของสาร เบต้าแคโรทีนที่มีอยู่ภายใน หลีกเลี่ยงแครอตที่มีรอยแตก มีกิ่งก้านคดงอเหี่ยวเฉาหรือมีเนื้อเหนียว แกนกลางเป็นส่วนที่มีน้ำตาลสะสมอยู่ ควรเลือกแครอตที่มีขนาดใหญ่ เพราะยิ่งเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่เท่าไร แครอต จะยิ่งหวานมากขึ้นเท่านั้น

แครอตเป็นผักเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ นานกว่าปกติหากได้รับการเก็บรักษาที่ถูกต้อง เพื่อที่จะรักษาความสด ของแครอตให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ควรลดปริมาณของน้ำที่ แครอตจะสูญเสียไปให้น้อยที่สุด ด้วยการห่อแครอตด้วยถุงพลาสติก หรือพันด้วยผ้าขนหนู ก่อนที่จะนำไปเก็บไว้ในส่วนที่เป็นที่สุดของตู้เย็น วิธีนี้จะช่วยรักษาความสดไว้ได้ประมาณ 2 สัปดาห์ แม้ว่าจะเป็นผัก แต่ไม่ควรเก็บแครอตรวมกับผักผลไม้บางอย่าง เช่น แอปเปิล ลูกแพร์ มันฝรั่ง รวมไปจนถึงผักและผลไม้ชนิดอื่นที่ผลิตแก๊สเอธิลีน อันจะทำให้แครอตมีรสขมได้ หากแครอตที่ซื้อมามีส่วนขั้วสีเขียวติดมาด้วย ให้ตัดส่วนดังกล่าวออกก่อนที่จะนำไปเก็บในตู้เย็น เนื่องจากขั้วสีเขียว จะทำให้แครอตสูญเสียน้ำ และเหี่ยวเร็วกว่าปกติ หากต้องการเก็บขั้ว เอาไว้ ให้ห่อหัวแครอตด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำพอหมาด จะช่วยลดการเสียน้ําลงได้บ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ควรใช้แครอตดังกล่าวให้หมดโดยเร็ว เพราะแครอตที่มีขั้วจะเหี่ยวง่ายกว่าปกติ

  • เมื่อต้องปรุงอาหารด้วยแครอต

เนื่องจากแครอตมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก แครอตจึงถูกนำมา ทำอาหารหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นต้ม ผัด ทอด หรือแม้กระทั่ง กินสด ก่อนนำแครอตไปปรุงอาหารหรือกินทุกครั้ง ควรทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน ล้างแครอตด้วยน้ำสะอาด ขัดเบาๆ ด้วยแปรงพลาสติก สำหรับล้างผักและผลไม้ เพื่อขจัดเศษดินทรายที่อาจติดมา หากพบว่าแครอตที่ซื้อมาแก่เกินไป หรือถูกฉีดพ่นด้วยสารเคมีหรือยาปราบศัตรูพืช ควรปอกเปลือกก่อนทุกครั้งเพื่อง่ายต่อการกินและเพื่อความปลอดภัย ตัดส่วนที่เป็นสีเขียวออก เพราะมีรสขม

แม้ว่าวิตามินจะสูญสลายได้ง่ายเมื่อเจอความร้อน แต่ความ ร้อนจากการปรุงกลับไม่ทำให้เบต้าแคโรทีนที่อยู่ในแครอตสูญสลายแต่อย่างไร หนำซ้ำความร้อนยังช่วยสลายเส้นใยอาหาร ทำให้สารอาหาร และวิตามินที่อยู่ภายในถูกปลดปล่อยออกมามากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้ จากแครอตที่ผ่านการปรุงจะมีรสชาติที่หวานยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แครอตเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่ควรปรุงแครอตนานจนเกินไป เพื่อรักษาสารอาหารและรสชาติของแครอตเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

Humans began to plant carrots for a time. For a thousand years Which began to grow in Central Asia and the Middle East The carrot that humans began to plant There are colors that are completely different from the carrot of the present day, with many shades of purple, ranging from lavender purple to purple like eggplant. Until before entering the Hellenic era Has developed varieties of carrots in Afghanistan Until becoming a carrot as we see today

แครอต (CARROT)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

กะหล่ำปลี (Cabbage)

กะหล่ำปลี (Cabbage)

กะหล่ำปลี

เชื่อกันว่ากะหล่ำปลีพัฒนามาจากกะหล่ำปลีป่า และถูกนำไปสู่ยุโรปเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตศักราช โดยคณะนักเดินทางชาวเซลติก ชาวกรีกและโรมันนำกะหล่ำปลีมาปลูกกันอย่างแพร่หลาย โดยถือว่าให้เป็นยาแก้สารพัดโรค กะหล่ำปลีเป็นแหล่งของ วิตามินเอ วิตามินบี1 บี2 และ บี6 วิตามินซี โอเมก้า-3 กรดไขมัน แคลเซียม โพแทสเซียม เส้นใยอาหาร แมงกานีส โฟเลต และโปรตีน ด้วยคุณสมบัติอันแสนพิเศษนี้ คนในสมัยโบราณเชื่อว่ากะหล่ำปลีมีคุณสมบัติ เป็นทั้งอาหารชั้นเลิศและยารักษาโรคชั้นเยี่ยม

มนุษย์นำกะหล่ำปลีมาใช้ประโยชน์ในด้านของอาหารและยา รักษาโรคเป็นเวลายาวนานนับตั้งแต่สมัยโบราณ กะหล่ำปลีเป็นหนึ่ง ในผักที่มีคุณสมบัติในการป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับดีเอ็นเอ และเยื่อหุ้มเซลล์อันเนื่องมาจากอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นสารประกอบที่พบในกะหล่ำปลียังเป็นตัวส่งสัญญาณให้ร่างกายมีการสร้างเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการขจัดสารพิษออกมามากขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถขจัดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายที่สะสมอยู่ตามเซลล์และเนื้อเยื่อ อันอาจ เป็นสาเหตุของมะเร็งร้ายได้ดี

จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าการกินผักที่มีฤทธิ์ต้านพิษ เช่น กะหล่ำปลี เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการ เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ตรง และมะเร็งปอดให้น้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่แม้ว่าจะกินผักเป็นประจำ แต่ผักนั้นกลับเป็นผัก ทั่วไปที่ไม่มีฤทธิ์ต้านพิษใดๆ

  • ต้านมะเร็ง

จากการทดลองของคณะนักวิจัยของ Fred Hutchinson Cancer Research Center รัฐ Seattle, WA ที่ทดสอบกับอาสาสมัคร เพศชายจำนวน 1,000 คน โดยแบ่งอาสาสมัครดังกล่าวออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละเท่าๆกัน นักวิจัยได้ให้อาสาสมัครกลุ่มที่ 1 กินผักทั่วไปจำนวน 28 ครั้ง ต่อสัปดาห์ พบว่าอาสาสมัครกลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลงร้อยละ 35 ในขณะที่ให้อาสาสมัครกลุ่ม ที่ 2 กินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งเพียงสัปดาห์ละครั้ง มีความเสี่ยงต่อการ เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลงถึงร้อยละ 44

ไม่เพียงเท่านั้น จากการรวบรวมข้อมูลของประชาชนจำนวน 100,000 คน เป็นเวลา 6 ปี เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโภชนาการ กับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งของ Netherlands Cohort Study พบ ว่าผู้ที่กินผักอย่างสม่ำเสมอจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ และลำไส้ตรงร้อยละ 25 ในขณะที่ผู้กินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจะสามารถ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้มากถึงร้อยละ 49 และการกินกะหล่ำปลี อย่างสม่ำเสมอยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งให้น้อยลง โดย เฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ตรง

  • สร้างการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้

จากการศึกษาของคณะนักวิจัยได้ค้นพบว่าผักในตระกูลเดียว กับกะหล่ำปลี เช่น ดอกกะหล่ำ บร็อกโคลี คะน้า และกะหล่ำดาว จะมีฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็งลำไส้ตรง โดยนักวิจัยได้ค้นพบว่าเมื่อผัก เหล่านี้ได้รับการบดเคี้ยวหรือย่อยสลาย สารประกอบที่มีส่วนประกอบของกำมะถันที่มีชื่อเรียกว่าไซนิกริน และถูกนำไปใช้ทำงานร่วมกับ เอนไซม์ไมโรซิเนส ส่งผลต่อระดับของกลูโคสในร่างกาย และการย่อยสลายของสารประกอบไอโซไธโอไซยาเนต ซึ่งมีอิทธิพลต่อการผลิต เอนไซม์ของตับที่มีหน้าที่ในการขับสารพิษอันเป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมและโรคร้ายออกไปจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลดน้อยลงไปด้วย

  • เสริมสร้างสุขภาพในเพศหญิง

ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของสารประกอบที่พบใน กะหล่ำปลี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินโดล ธรี คาบิโนล (I3C) ซัลโฟราเฟน และอินโดล โดยพบว่าสารประกอบเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างกระบวนการ ต้านอนุมูลอิสระ และกระบวนการล้างพิษของร่างกายให้ดำเนินไปได้ อย่างปกติสุขและมั่นคง ช่วยขจัดสารก่อมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นสารประกอบ I3C ยังมีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมในเพศหญิงให้ลดน้อยลง และเสริมสร้างการ ชะล้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยง ต่อการเป็นมะเร็งเต้านมในเพศหญิงให้มากขึ้น

จากการศึกษาถึงบทบาทของ I3C ที่มีต่อความเสี่ยงต่อการ เป็นมะเร็งเต้านม พบว่าด้วยการแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่ม หนึ่งจะได้รับ I3C เป็นเวลา 7 วัน คณะนักวิจัยพบว่าหลังจาก 7 วัน ไปแล้ว ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนถูกย่อยสลายและถูกกำจัดออก ทางตับเพิ่มสูงขึ้นเกือบร้อยละ 50 ในขณะกลุ่มที่ 2 ที่มิได้รับสารประกอบ ดังกล่าว จะมีอัตราการขจัดฮอร์โมนเอสโตรเจนออกทางตบเท่าเดิม

  • รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร

น้ำกะหล่ำปลีดิบมีคุณสมบัติในการรักษาอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเยื่อบุกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาชิ้นหนึ่งพบ ว่าการดื่มน้ำกะหล่ำปลีดิบ 1 ลิตรต่อวัน หลายๆ ครั้ง จะช่วยเยียวยาอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเยื่อบุกระเพาะอาหารให้หายไปโดยเฉลี่ย ภายใน 10 วัน ทั้งนี้เนื่องจากน้ำคั้นกะหล่ำปลีดิบมีกรดอะมิโนที่มีชื่อว่ากลูตามีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเพิ่มพลังให้แก่เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก ทำให้เยื่อบุดังกล่าวมีพลังในการเยียวยาตัวเองให้หายดีและกลับมาทำงานได้เป็นปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว

  • ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

กะหล่ำปลีแดงมีสารประกอบที่เป็นประโยชน์มากกว่ากะหล่ำ ปลีขาว โดยพบว่ากะหล่ำปลีแดงมีวิตามินซี ซึ่งเป็นหนึ่งในสารต้าน อนุมูลอิสระมากกว่ากะหล่ำปลีขาว 6-8 เท่า โรคอัลไซเมอร์เกิดจากการที่ ร่างกายมีการผลิตโปรตีนที่มีชื่อเรียกว่า เบต้า-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid) ออกมามากขึ้น ส่งผลให้เซลล์สมองได้รับความเสียหายและตาย ไปในที่สุด

จากการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Food Science and Technology แสดงให้เห็นว่ากะหล่ำปลีแดงอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอนโธไซยานิน ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูล อิสระที่มีประสิทธิภาพ ที่ช่วยปกป้องเซลล์สมองจากความเสียหายทน สาเหตุมาจากโปรตีนเบต้า-อะไมลอยด์ดังกล่าว

กะหล่ำปลี (CABBAGE)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

บร็อกโคลี (Broccoli)

บร็อกโคลี (Broccoli)

บร็อกโคลี

บร็อกโคลีมีการนำมาปลูกเป็นครั้งแรกในประเทศอิตาลี ได้รับ การพัฒนามาจากกะหล่ำปลีป่า ก่อนที่จะแพร่หลายไปสู่ดินแดนตะวันออกใกล้ และถูกนำกลับเข้ามายังอิตาลีอีกครั้ง แล้วมีการพัฒนาสายพันธุ์เรื่อยมา คาดกันว่าบร็อกโคลีถูกนำมาปลูกในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้อพยพชาวอิตาลี เนื่องจากบร็อกโคลีแต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบที่แตกต่างกัน บร็อกโคลีจึงให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เนื้อนุ่มและมีลักษณะเป็นช่อเล็กคล้ายดอกไม้ ไปจนถึงมีเส้นใย แข็ง และมีลักษณะเป็นลำต้นแข็ง นอกจากนั้นบร็อกโคลียังมีสีสันแตกต่างกันไป โดยเริ่มจากสีเขียวเข้มไปจนถึงสีเขียวอมม่วง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของแต่ละชนิด

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Cancer (Zhao H, Lin J) กล่าวว่ามนุษย์และสัตว์ทดลองที่ได้รับอาหารที่มีส่วนประกอบของผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เช่น บร็อกโคลี คะน้า กะหล่ำปลี หรือกะหล่ำดอก จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งบางอย่างลดน้อยลง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ตรง มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ รวมไปจนถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะด้วยเช่นกัน

บร็อกโคลีมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบ เซลล์และเนื้อเยื่อหลายชนิด เช่น แคโรทีนอยด์ ลูทีน วิตามินเอ วิตามินบี6 วิตามินซี วิตามินเค โฟเลต ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมงกานีส และเส้นใยอาหารที่จำเป็นต่อการขับถ่าย นอกจากนั้นบร็อกโคลียังมี ซัลโฟราเฟน และอินโดล ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง ผู้ที่กินบร็อก โคลีอย่างสม่ำเสมอจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคน้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยกิน หรือนานๆ กินสักครั้ง

ป้องกันมะเร็งเต้านม

จากการศึกษาสารอินโดลที่พบในบร็อกโคลีพบว่า สารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยลดระดับการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน 4-Hydroxyestrone ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์เต้านม ที่ไวต่อระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มระดับของ 2-Hydroxyestrone ซึ่งเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนรูปแบบหนึ่งที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเป็นมะเร็งให้น้อยลง นอกจากนั้นการศึกษาดังกล่าวยังแสดงให้ เห็นอีกว่าสารอินโดลที่พบในบร็อกโคลีมิได้เพียงแค่ยับยังการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมเท่านั้น แต่ยังช่วยยับยั้งการแพร่กระจาย ของเซลล์ มะเร็งไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้อีกด้วย

คณะนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอพกินส์ ได้ทำการ ศึกษาคุณสมบัติของสารซัลโฟราเฟนในบร็อกโคลี ที่มีต่อการก่อตัวของเซลล์มะเร็งในสัตว์ทดลอง พบว่าสัตว์ทดลองที่ได้รับสารซัลโฟราเฟนจะมี เนื้องอกเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย และเนื้องอกเหล่านั้นจะมีการเจริญเติบโต ที่ช้าและมีขนาดเล็กลง นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าสารซัลโฟราเฟนในบร็อกโคลี มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างเอนไซม์ที่ช่วยชะล้าง สารพิษออกจากเซลล์และเนื้อเยื่อ ทำให้ร่างกายสามารถขับสารก่อ มะเร็งที่ได้รับออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สารพิษดังกล่าวจะเกิดการสะสมจนก่อให้เกิดผลร้ายตามมา

  • ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

คณะวิจัยของมหาวิทยาลัยเท็กซัส ได้ทำการวิเคราะห์อาหาร ผู้ป่วยโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกิน โดยพิจารณาจากอายุ เพศ และ เชื้อชาติ พบว่าการกินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อ การเป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสูง อันได้แก่ ผู้ชายนักสูบ และผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 64 ปี โดยพบว่าการกินผักดังกล่าว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้มากถึงร้อยละ 29 เมื่อเปรียบเทียบ กับผู้ที่กินผักที่มาจากตระกูลดังกล่าวในปริมาณน้อยที่สุด

มีการคาดกันว่าสาเหตุที่ทำให้ผักบางชนิดมีฤทธิ์ต้านมะเร็งนั้น มาจากการมีระดับของสารเคมีจำพวกกลูโคซิโนเลตสูง ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายจะย่อยสลายเป็นตัวต้านสารก่อมะเร็งที่มีชื่อว่า ไอโซไธโอไซยาเนต โดยนักวิจัยพบว่า สารไอโซไธโอไซยาเนต จะทำหน้าที่ปกป้องกระเพาะปัสสาวะ ด้วยการผลิตสารประกอบที่เมื่อถูกย่อยสลายแล้วจะเดินทาง ผ่านกระเพาะปัสสาวะ ก่อนที่จะถูกขับถ่ายออกในรูปของปัสสาวะ ทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวลดน้อยลง

  • ต้านมะเร็งรังไข่

บร็อกโคลีอุดมไปด้วยสารแคมป์เฟอรอลซึ่งเป็นสารฟลาโวนอยด์ ชนิดหนึ่ง มีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่กินอาหารที่มีสารแคมป์เฟอรอลอย่างสม่ำเสมอจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคลดลงถึงร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงที่ได้รับสารดังกล่าวน้อย

  • ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก

จากการศึกษาผู้ชายจำนวน 29,361 คน พบว่าผู้ชายที่กินบร็อกโคลีมากกว่า 1 ครั้งในแต่ละสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่อการ กระจายตัวของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่กินผักดังกล่าวน้อยกว่าเดือนละครั้ง นอกจากนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายที่กินบร็อกโคลีเพียงเดือนละครั้ง ผู้ชายที่กินบร็อกโคลีทุกๆ สัปดาห์จะมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งลดลงถึงร้อยละ 45

จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นว่าการกินผักที่มีฤทธิ์ ต้านมะเร็งอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ตรง และมะเร็งปอดได้มาก เมื่อเปรียบเทียบ กับผู้ที่กินผักชนิดอื่นๆ นอกจากนั้นการทดลองที่ทำขึ้นใน Fred Hut chinson Cancer Research Center in Seattle, WA ที่ทากับผู้ จำนวน 1,000 คน พบว่าผู้ชายที่กินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง 3 ครั้งต่อ สัปดาห์ จะสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้มากถึงร้อยละ 44 ในขณะกลุ่มที่กินผักชนิดอื่นๆ จำนวน 28 ครั้งต่อสัปดาห์ จะลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้เพียงร้อยละ 35

  • ล้างสารพิษออกจากเซลล์และเนื้อเยื่อ

สารอาหารที่ได้จากบร็อกโคลีทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยขจัดอนุมูลอิสระก่อนที่จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ดีเอ็นเอ เยื่อหุ้มเซลล์ รวมไปจนถึงส่วนประกอบของเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ นอกจากนั้นสารที่มีประโยชน์จากบร็อกโคลียังช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายมีการผลิตเอนไซม์ ที่ใช้ในการขับสารพิษ ทำให้ร่างกายมีการขับถ่ายของเสียและสารพิษที่ตกค้างอยู่ภายในออกมาได้อย่างหมดจด

  • ป้องกันมะเร็งลำไส้ตรง

ผลการศึกษาใน Netherlands Cohort Study ที่ทำการ ทดลองเกี่ยวกับบทบาทของอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งทำการรวบรวมข้อมูลจากประชากรจำนวนมากกว่า 100,000 คน เป็น เวลามากกว่า 6 ปี พบว่าคนที่กินผักทั่วไปอย่างสม่ำเสมอจะสามารถ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ตรงได้ร้อยละ 25 ในขณะที่คนกินผักที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจะสามารถลดความเสี่ยงดังกล่าวได้เกือบ 2 เท่า หรือประมาณร้อยละ 49

บร็อกโคลี (BROCCOLI)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus)

หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus)

หน่อไม้ฝรั่ง

มนุษย์รู้จักหน่อไม้ฝรั่งมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นเวลาเกือบสองพันปี หน่อไม้ฝรั่งมีแหล่งกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก คาดกันว่าชาวอียิปต์โบราณ เป็นผู้ที่นำมาปลูก ก่อนที่จะแพร่หลายไปทั่วทวีปแอฟริกาเหนือและใต้ รวมทั้งอีกหลายๆ ส่วนของโลก ในประเทศไทยมีหน่อไม้ฝรั่งออกวางขายอยู่ในแทบทุกที่ ตั้งแต่ตลาดสดใกล้บ้านไปจนถึงห้างสรรพสินค้าที่หรูหรา โดยมีหลายราคาตั้งแต่แบบราคาถูกมากไปจนถึงราคาแพงมาก และทั้งที่เป็นแบบสดและอัดกระป๋อง

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชสวนที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี จัดอยู่ในตระกูล Liliaceae และมีมากถึง 300 สายพันธุ์ แต่มีเพียง 20 สายพันธุ์ เท่านั้นที่กินได้ หน่อไม้ฝรั่งอุดมไปด้วยวิตามินเค วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี6 วิตามินซี วิตามินเอ และโฟเลต นอกจากนั้น ยังมีเส้นใยอาหาร แมกนีเซียม ทองแดง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และ โปรตีน

ผัดหน่อไม้ฝรั่งใสกุ้ง
  • ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

โฟเลตเป็นแร่ธาตุสำคัญที่พบในหน่อไม้ฝรั่ง โฟเลตมีความ สำคัญต่อการทำงานของระบบหลอดเลือดและหัวใจ เกี่ยวข้องกับ กระบวนการเมธิเลชัน (Methylation) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาสำคัญต่างๆ มากมายในร่างกาย เช่น กระบวนการคัดลอก ดีเอ็นเอ และกระบวนการเปลี่ยนรูปของฮอร์โมนนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ให้กลายเป็นอะดรีนาลิน และเซโรโทนิน เป็นเมลาโทนิน เมื่อกระบวนการเมธิเลชันดำเนินไปอย่างราบรื่น กรดอะมิโนเมธิโอนีน จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นโฮโมซิสเตอีน ซึ่งในไม่ช้าจะเปลี่ยนกลายเป็น ซิสเตอีน ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนให้กลับมาเป็นเมธิโอนีนอีกครั้ง

โฟเลตมีความจำเป็นต่อกระบวนการเปลี่ยนโฮโมซิสเตอื่นให้ กลายเป็นซิสเตอีน เมื่อโฟเลตลดระดับลง ระดับของโฮโมซิสเตอีนจะเพิ่มขึ้น สภาวะดังกล่าวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจให้เพิ่มมากขึ้น มีการพบว่าผู้ป่วยโรคหัวใจจะมีระดับของโฮโมซิสเตอีนเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 20-40 และมีการคาดว่าการบริโภคโฟเลต 400 mcg ทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคให้น้อยลงร้อยละ 10 ต่อปี ในคนอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การกินหน่อไม้ฝรั่งเพียง 1 ครั้ง ต่อวัน จะทำให้ร่างกายได้รับโฟเลตในปริมาณที่แนะนำเกือบร้อยละ 66

  • ช่วยขับปัสสาวะ

หน่อไม้ฝรั่งอุดมไปด้วยโพแทสเซียม โดยพบว่าหน่อไม้ฝรั่ง 1 ถ้วย จะมีโพแทสเซียมประมาณ 288 mg ในขณะที่มีโซเดียมในปริมาณน้อย (ประมาณ 19.8 mg ต่อถ้วย) เมื่อนำมาประกอบเข้ากับกรดอะมิโนบางชนิด หน่อไม้ฝรั่งจะมีคุณสมบัติเป็นยาขับปัสสาวะประสิทธิภาพสูง ในอดีตหน่อไม้ฝรั่งจะถูกนำมาใช้ในการรักษาภาวะบวมที่พบในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และยังถูกนำมาใช้บำบัดอาการบวมน้ำในช่วงก่อนมีประจำเดือนอีกด้วย

เสริมสร้างการเจริญเติบโต ของแบคทีเรียที่มีประโยชน์

หน่อไม้ฝรั่งมีคาร์โบไฮเดรตชนิดพิเศษที่มีชื่อว่าอินูลิน ซึ่งเป็น คาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายไม่อาจย่อยสลายได้ แต่จะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ เช่น ไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) และแล็กโตบาซิลลี (Lactobacilli) เมื่อกินหน่อไม้ฝรั่ง ในปริมาณที่พอเหมาะอย่างสม่ำเสมอจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ของแบคทีเรียดังกล่าว นอกจากจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว แบคทีเรียที่มีประโยชน์ดังกล่าวยังช่วยขับไล่แบคทีเรียที่เป็นโทษที่แฝงตัวอยู่ในทางเดินลำไส้ให้ค่อยๆ หมดไปด้วยเช่นกัน

  • ความพิการตั้งแต่กำเนิดของทารก

ภาวะขาดโฟเลตเป็นภาวะการขาดวิตามินที่พบมากที่สุดในโลก สำหรับผู้ที่คิดจะมีบุตรหรือกำลังอยู่ในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์ ควรกินหน่อไม้ฝรั่งให้มากขึ้น หน่อไม้ฝรั่ง 1 ถ้วย จะให้โฟเลตประมาณ 263 mcg ที่จำเป็นสำหรับการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ หากปราศจากโฟเลต ระบบประสาทของตัวอ่อนจะเกิดความผิดปกติในการแบ่งตัว การขาดโฟเลตในระหว่างตั้งครรภ์จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติ หรือ ความพิการตั้งแต่กำเนิดของทารกได้

ผัดหน่อไม้ฝรั่งใส่หมู
  • วิธีเลือกซื้อและเก็บรักษา

แม้ว่าในขณะนี้จะมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งอย่างแพร่หลายไป แทบทุกมุมโลก แต่คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่หรูหราและมีราคาแพง หน่อไม้ฝรั่งที่กินได้โดยทั่วไปจะมีสีเขียว แต่ยังมีอีก 2 สาย พันธุ์ที่มีสีขาวและสีม่วง ชนิดสีขาวจะมีรสชาติที่อ่อนละมุนมากกว่าชนิดสีเขียว เกิดจากการปลูกหน่อไม้ให้พ้นแสงเพื่อยับยั้งกระบวนการสร้างสารคลอโรฟิลล์ ในขณะที่พันธุ์สีม่วงซึ่งจะมีกลิ่นฉุนมากกว่าชนิดสีเขียว และสีขาว มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดสีม่วง อาจหาย ไปได้เองเมื่อนำไปปรุงด้วยความร้อนที่ยาวนานพอ

เมื่อต้องซื้อหน่อไม้ฝรั่ง ควรเลือกหน่อไม้ฝรั่งที่มีลำต้นกลม เลือกชนิดที่มีลำต้นแข็ง ผอม มีปลายปิดแน่นสีเขียวเข้มหรือค่อนข้างม่วง หลีกเลี่ยงลำต้นที่อ้วนหรือบิดงอ โคนลำต้นต้องไม่แข็งมากเกินไป แม้ว่าปลายของโคนที่แข็งจะช่วยลดการสูญเสียน้ำได้มากก็ตาม เมื่อนำมาปรุงอาหารให้ตัดส่วนโคนที่แข็งออก จะทำให้กินได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เมื่อซื้อหน่อไม้ฝรั่งมาแล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน 1-2 วัน เพราะจะทำให้ได้ รับรสชาติและสารอาหารอย่างเต็มที่ วิธีเก็บรักษาที่ถูกต้องคือห่อด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำพอหมาด เก็บไว้ในตู้เย็น ในส่วนด้านหลังที่ไม่สัมผัสกับแสงไฟโดยตรง เพราะโฟเลตจะเสื่อมสภาพหากถูกอากาศ ความร้อน หรือแสง

ข้อควรรู้ในการปรุงอาหารด้วยหน่อไม้ฝรั่ง

อาหารที่ทำจากหน่อไม้ฝรั่งทั้งร้อนและเย็น ต่างก็ให้รสที่อร่อย ลิ้นไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะลงมือปรุงเมนูใดๆ ควรตัดส่วนโคน ซึ่งแข็งและเคี้ยวยากออกเสียก่อน ล้างด้วยน้ำเย็นเพื่อชะล้างดินทราย ที่อาจมีดินอยู่ออกให้หมดเสียก่อน หลีกเลี่ยงการปรุงหน่อไม้ฝรั่งในภาชนะที่ทำจากเหล็ก เนื่องจากสารแทนนินในหน่อไม้ฝรั่งจะทำปฏิกิริยา กับธาตุเหล็กในภาชนะ ทำให้หน่อไม้ฝรั่งเปลี่ยนสีไปได้

Humans have known asparagus since ancient times. For nearly two thousand years Asparagus originated in the eastern Mediterranean. Estimated that ancient Egyptians Who is planted Before widespread throughout North and South Africa As well as many parts of the world in Thailand, asparagus is sold almost everywhere. From the fresh market near the house to the luxurious department stores With many prices ranging from very cheap to very expensive And both fresh and canned

หน่อไม้ฝรั่ง (ASPARAGUS)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com