น้ำผึ้ง (Honey)

น้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง

มนุษย์นำน้ำผึ้งมาใช้ประโยชน์ทั้งในเรื่องของอาหารและยา รักษาโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยย้อนหลังไปอย่างน้อย 700 ปีก่อน คริสตศักราช เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่มนุษย์นำน้ำผึ้งมาเป็นส่วนสำคัญในการปรุงอาหาร ยารักษาโรค เครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่ง เป็นหนึ่งในเครื่องสังเวยแด่เทพเจ้า

“Miracle Food” อาหารมหัศจรรย์ของนักกีฬา

มนุษย์นิยมกินน้ำผึ้งเพื่อสร้างพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในสมัยโบราณ ที่ก่อนลงแข่งขันทุกครั้ง นักกีฬาจะได้รับอาหารชนิดพิเศษที่ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างกำลังวังชาเท่านั้น ยังทำให้พวกเขาเล่นกีฬาได้ดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ เช่น น้ำผึ้ง และมะเดื่อ ตากแห้ง

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้ได้ค้นพบว่า น้ำผึ้งมี ส่วนช่วยให้นักกีฬาเล่นกีฬาได้ดีขึ้นจริง นักวิจัยได้นำอาสาสมัครชาย หญิงที่เป็นนักกีฬายกน้ำหนักจำนวน 39 คน โดยให้นักกีฬาเหล่านี้ยกน้ำหนักทันที หลังจากที่พวกเขาได้รับอาหารเสริมจำพวกโปรตีนผสมกับ คาร์โบไฮเดรต เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงาน เช่น น้ำตาล แป้งมอลโตเดกซ์ ตริน (Maltodextrin) ซึ่งเป็นแป้งที่ทำจากธัญพืชชนิดหนึ่ง และน้ำผึ้ง นักวิจัยพบว่าอาสาสมัครที่กินอาหารเสริมโปรตีนผสมน้ำผึ้ง จะมีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดช่วงระยะที่มีการแข่งขัน และสามารถยกน้ำหนักได้ดีที่สุด นักวิจัยจึงสรุปน้ำผึ้งเป็นแหล่งของ คาร์โบไฮเดรตที่ช่วยให้นักกีฬาเล่นกีฬาได้ดี มากกว่าอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น

  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนทุกวัน ต้านความชรา เคล็ดลับความสาวสองพันปี

จากงานวิจัยที่นำเสนอในการประชุมของ American Chemical Society ใน Anaheim, CA ในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 2004 พบว่าการกินน้ำผึ้งทุกวันจะช่วยเพิ่มระดับของสารต้านอนุมูลอิสระในเลือดให้มากขึ้น นักวิจัยได้ทำการทดลองคุณสมบัติในการต้านความเสื่อมโทรมของน้ำผึ้ง กับอาสาสมัครจำนวน 200 คน โดยให้อาสาสมัคร กินน้ำผึ้งประมาณ 4 ช้อนโต๊ะทุกวัน เป็นเวลา 29 วัน นอกเหนือจากอาหารมื้อปกติ ก่อนที่จะนำตัวอย่างเลือดมาตรวจ นักวิจัยพบความสัมพันธ์กันระหว่างน้ำผึ้งและระดับของสารต้านอนุมูลอิสระ และลงความเห็นว่าการกินน้ำผึ้งในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอจะช่วยปกป้องเซลล์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ อันจะนำไปสู่ความเสื่อมโทรม และโรคร้ายได้

เพื่อช่วยต้านความชรา รวมไปจนถึงความเสื่อมโทรมอื่นๆ คุณ อาจใช้น้ำผึ้งทาขนมปังแทนเนยไขมันสูง ใช้แทนสารให้ความหวาน จำพวกน้ำตาลทรายขาวในอาหารหรือเครื่องดื่มอื่นๆ นอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติที่หวานหอมให้แก่อาหารและเครื่องดื่มเหล่านั้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพผิวพรรณและความงามด้วยเช่นกัน

Man uses honey for both food and medicine. Treatment of diseases since ancient times By going back at least 700 For centuries BC, people brought honey to be an important part of cooking. Cosmetic or even medicine Is one of the gods.

“Miracle Food” Wonderful food

Humans prefer to eat honey to create energy. Especially in the ancient Olympic Games That before every race Athletes will receive special food that not only helps to strengthen Also makes them sport incredibly better, such as dried honey and figs.

Recent scientific research has found that Honey can help athletes to play sports better. The researchers brought male volunteers. A woman who is a weightlifter of 39 people, allowing these athletes to lift weight immediately. After they received a protein supplement mixed with Carbohydrates for use as energy sources such as sugar, maltodextrin (Maltodextrin) flour, which is a flour made from one kind of cereal. And honey, researchers found that volunteers who eat honey protein supplement There will be blood sugar levels at the appropriate level throughout the competition period. And can lift the weight best The researchers therefore concluded honey as a source of Carbohydrates that help athletes play sports well More than food Other carbohydrates

น้ำผึ้ง

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

ยี่หร่า (cumin)

ยี่หร่า

ยี่หร่า

ยี่หร่า เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก แมงกานีส วิตามินบี6 เส้นใยอาหาร และโพแทสเซียม มีสรรพคุณช่วยต้านการอักเสบ ดีต่อลำไส้ ตับ หัวใจ ช่วยลดคลอเลสเตอร์รอล และต้านมะเร็ง ยี่หร่าเป็นพืชพื้นเมืองของอินโดนีเซีย และอินเดียทางตอนใต้ ได้รับการปลูกและเก็บเกี่ยวในดินแดนทั้งสองเป็นเวลามากกว่า 5,000 ปีมาแล้ว

ยี่หร่ามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตของคนในซีกโลกตะวันออกอย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่การเป้นอาหารหรือยารักษาโรค ในศตวรรษที่ 13 ยี่หร่าถูกนำเข้าไปในยุโรปโดยพ่อค้าชาวอาหรับ และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา ประเทศที่มีการผลิตยี่หร่าเพื่อการค้าเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย จีน ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เฮติ และจาไมก้า

  • ยี่หร่าและกะหล่ำดอก สองพลังต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นอันดับ 2 ของผู้ชายชาวอเมริกัน โดยพบว่าทุกๆปีจะพบชายชาวอเมรอกันเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากถึงห้าแสนคน ในขณะที่แทบจะไม่พบเลยในอินเดีย ที่ซ่งผู้คนนิยมนำยี่หร่ามาปรุงเป็นอาหารกันอย่างแพร่หลาย

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาคุณสมบัติการยับยั้งเวลล์มะเร็งต่อมลูกหมากของยี่หร่า พร้อมกับผักที่มีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งอื่นๆ อาทิเช่น กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี บร็อกโคลี คะน้า และพบว่าการนำยี่หร่ามาผสมกับผักที่มีคุณสมบัติการต้านมะเร็งดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ดียิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยยับยั้งการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน

Fennel is a source of iron, manganese, vitamin B6, dietary fiber and potassium. It has anti-inflammatory properties, good for the intestines, liver, heart, reducing cholesterol. And anti-cancer Cumin is a native plant of Indonesia. And southern India Has been planted and harvested in both lands for more than 5,000 years.

Fennel plays an important role in the lives of people in the Eastern Hemisphere. Since being a food or medicine in the 13th century, cumin was brought into Europe by Arab merchants. And has gained widespread popularity at a later time The countries that produce fennel for trade are top-ranked, including India, Indonesia, China, Philippines, Taiwan, Haiti and Jamaica.

  • Fennel and cauliflower Two prostate cancer powers

Prostate cancer is the second leading cause of cancer death among American men. It was found that every year, a man with an amnesia can be found with up to five hundred thousand prostate cancer. While almost impossible to find in India That people prefer to use cumin to cook widely.

Scientists have studied the inhibitory properties of fennel prostate cancer. Along with vegetables that have other anti-cancer properties such as cauliflower, broccoli, broccoli, kale and found that fennel is mixed with vegetables that have such anti-cancer properties. Prevent prostate cancer only better But also inhibits the proliferation of prostate cancer cells as well.

ยี่หร่า (CUMIN)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

น้ำมันมะกอก (Olive Oil)

น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกเป็นหนึ่งในอาหารที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คาดว่ามีการผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกที่เกาะครีตเมื่อ 5,000-7,000 ปีก่อน มนุษย์นำน้ำมันมะกอกมาปรุงอาหารตั้งแต่ 3,000 ปี ก่อนคริสตศักราช ตั้งแต่สมัยโบราณ มะกอกเป็นต้นไม้ที่ให้คุณประโยชน์แก่มนุษย์อย่างอนันต์ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหาร พลังงาน ที่อยู่อาศัย รวมไปจนถึงยารักษาโรค และเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพและสติปัญญาอีกด้วย

  • น้ำมันมะกอก สัญลักษณ์แห่งสันติภาพของโลก และสุขภาพ

น้ำมันมะกอกได้จากการนำผลมะกอกมาสกัดจนได้น้ำมันออกมา มะกอกเป็นพืชที่อุดมไปด้วยน้ำมัน หากดูจากชื่อทางพฤกษศาสตร์ของ ต้นมะกอกที่ว่า Olea Europaea แล้ว คำว่า Oless หมายถึงน้ำมันใน ภาษาละตินนั่นเอง

น้ำมันมะกอกแบ่งออกเป็นเกรดต่างๆ ตามกระบวนการผลิต น้ำมันมะกอกอุดมไปด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งเป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากจะให้รสชาติที่อร่อยแก่อาหารแล้ว น้ำมันมะกอกยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม รักษาระดับความดันโลหิต และระดับน้ำตาลในเลือด ลดอาการอักเสบ เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ลดระดับคอเลสเตอรอล หรือแม้กระทั่ง ช่วยลดน้ำหนัก

  • น้ำมันมะกอก หนึ่งในทางเลือกของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

นักวิจัยพบว่าการใช้น้ำมันมะกอกปรุงอาหารแทนไขมันชนิดอิ่มตัว ซึ่งมักใช้กันในครัวเรือนหรือร้านอาหาร จะช่วยลดน้ำหนักและมวลของไขมันภายในร่างกาย โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินอาหาร หรือออกกำลังกายเพิ่มแต่อย่างใด การค้นพบดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์ใน นิตยสาร British Journal of Nutrition ว่ามีการทดลองกับอาสา สมัครชายที่มีน้ำหนักมากเกินพิกัด หรือเป็นโรคอ้วน อายุตั้งแต่ 24-49 ปี อาสาสมัครทั้งหมดจะได้กินอาหารที่ประกอบไปด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่มีการเพิ่มการออก กำลังกาย หรือการออกแรงใดๆ ให้มากขึ้นจากปกติ อาหารที่อาสา สมัครได้รับมีส่วนประกอบของไขมันชนิดไม่อิ่มตัว โดยแคลอรีจำนวน 11% มาจากไขมันอิ่มตัว 22% จากไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยว และ จากไขมันไม่อิ่มตัวหลายโมเลกุล เมื่อสิ้นสุดการทดลอง นักวิจัยพบว่าอาสาสมัครเหล่านั้นมีน้ำหนักลดลง 2.1 กิโลกรัม และยังมีมวลของไขมัน ในร่างกายลดลงถึง 2.6 กิโลกรัม อีกด้วย

  • เลือก Extra Virgin Olive Oil ทุกครั้งเมื่อต้องซื้อน้ำมันมะกอก

น้ำมันมะกอกชนิดเอกซ์ตราเวอร์จิน (Extra Virgin Olive Oil) เป็นน้ำมันที่มิได้ผ่านกระบวนการแปรรูปใดๆ ได้จากการนำผลมะกอกมาคั้นเอาน้ำมันครั้งแรก จะมีรสชาติที่ละเอียดอ่อน และมีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด ในขณะที่น้ำมันมะกอกชนิดเวอร์จิน (Virgin Olive Oil) เป็นน้ำมันที่ได้จากการนำผลมะกอกมาคันเอาน้ำมันเป็นครั้งแรกเช่นกัน แต่มีระดับของความเป็นกรดสูงมากกว่า มีรสชาติที่ละเอียดอ่อน และ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายน้อยกว่า

น้ำมันมะกอกที่วางจำหน่ายตามร้านค้ารวมไปจนถึงห้างสรรพ สินค้า จะถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ เอกซ์ตราเวอร์จิน (Extra Virgin) ไฟน์เวอร์จิน (Fine Virgin) รีไฟนด์ (Refined) และเพียว (Pure) ทุกครั้งที่คุณไปซื้อน้ำมันมะกอกควรเลือกชนิดเอกซ์ตราเวอร์จิน หรือ อย่างน้อยก็ควรเป็นชนิดเวอร์จินเสมอ จากการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร European Journal of Nutrition พบว่าน้ำมัน ชนิดเอกซ์ตราเวอร์จิน มีส่วนช่วยในการป้องกัน LDL (คอเค ชนิดเลว) จากการทำลายของอนุมูลอิสระอันเป็นที่มาของโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว

น้ำมันมะกอกเป็นอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เป็นแหล่งของไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยว และวิตามินอี น้ำมันมะกอกเอกซ์ตราเวอร์จิน ยังประกอบไปด้วยสารโพลีฟีโนลิก ไฟโตนิวเทรียน (Polyphenolic Phytonutrients) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมอีก ด้วย ใช้น้ำมันมะกอกชนิดเอกซ์ตราเวอร์จินเป็นส่วนประกอบหลักใน การทำน้ำสลัดแทนน้ำมันถั่วเหลือง โรยน้ำมันมะกอกลงบนผัดผักที่เพิ่ง ผัดเสร็จใหม่ๆ ก่อนเสิร์ฟ หรือแม้แต่การทาน้ำมันมะกอกบนขนมปัง แทนการใช้เนย เป็นต้น น้ำมันมะกอกไม่เพียงแต่ดีต่อสุขภาพของเรา เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มรสชาติอร่อยให้แก่อาหารได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

จากการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการปกป้องร่างกาย จากอนุมูลอิสระของน้ำมันมะกอกชนิดต่างๆ พบว่าเมื่อนำอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรงจำนวน 30 คน มากินอาหารที่มีส่วนประกอบของมะกอกชนิดต่างๆ โดยแต่ละชนิดจะมีระดับของสารฟีนอล ซึ่ง สารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ 0-150 mg/kg. เป็นเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงมีการนำเลือดของอาสาสมัครดังกล่าวไปตรวจหาปริมาณของ LDL ที่ถูกอนุมูลอิสระทำลาย พบว่าอาสาสมัครที่กิน อาหารซึ่งปรุงด้วยน้ำมันมะกอกชนิดเอกซ์ตราเวอร์จินมีปริมาณของ LDL ที่ถูกทำลายน้อยที่สุด และยังมีความสามารถในการต้านทานการทำลาย ของอนุมูลอิสระได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังพบอีกว่าน้ำมันมะกอกชนิด เอกซ์ตราเวอร์จินมีคุณสมบัติในการเพิ่มระดับของ HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีได้มากกว่าน้ำมันมะกอกชนิดอื่นๆ อีกด้วย

Olive oil is one of the oldest foods in the world. It is expected that the production will be made for the first time in Crete on 5,000-7,000 years ago. Humans brought olive oil to cook since 3,000 years before the Christian era Since ancient times Olive is a tree that gives infinite benefits to humans. Whether it is a food source Energy, housing, including medicine And also a symbol of peace and intelligence.

  • Olive oil The symbol of world peace And health

Olive oil can be extracted from the olive until the oil comes out. Olives are oil-rich plants. If viewed from the botanical name of Olive tree that Olea Europaea already The word Oless means oil in Latin language.

น้ำมันมะกอก

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

ปลาแซลมอน (Salmon)

ปลาแซลมอน

ปลาแซลมอน

ปลาแซลมอนเป็นแหล่งของโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า-3 วิตามินดี วิตามินบี6 บี12 ไนอะซิน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และ ซีลีเนียม การกินปลาแซลมอนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง ดวงตา ผิวพรรณ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ทำให้ความคิดและความจำเฉียบคม ป้องกันโรคหืดหอบ โรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาวหรือโรคอัลไซเมอร์ และช่วยปรับอารมณ์ให้สมดุล เป็นต้น

มนุษย์รู้จักนำปลาแซลมอนมาประกอบเป็นอาหารตั้งแต่สมัย โบราณเช่นเดียวกับปลาชนิดอื่นๆ นอกจากจะนำมากินแบบสดๆ แล้วมีการนำปลาแซลมอนไปประกอบอาหารหลากหลายรูปแบบ เป็น รมควัน หรือหมักเกลือ เพื่อถนอมไว้กินได้นานๆ

ในปัจจุบันปลาแซลมอน ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดย แซลมอนจำนวนมากมาจากรัฐอลาสก้า มหาสมุทรแปซิฟิกตะวัน เฉียงเหนือ หรือแคนาดาตะวันออก นอร์เวย์ และกรีนแลนด์

ปลาแซลมอน อาหารผิว สำหรับคนรักแสงแดดและผิวพรรณ

ปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอาการอักเสบ ช่วยป้องกันผิวจากการถูกแดดแผดเผา และลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้เป็นอย่างดี

แม้ว่างานวิจัยจำนวนมากจะกล่าวโทษชั้นโอโซนที่ถูกทำลายลงว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังให้มากขึ้น แต่พฤติกรรมการกินอาหารที่เปลี่ยนไปของเราเมื่อประมาณ 75 ปีที่แล้ว ซึ่งมักกินอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันโอเมก้า-6 มากเกินไปในขณะที่กลับได้รับกรดไขมันโอเมก้า-3 น้อยกว่าปกติ ก็มีส่วนสำคัญที่ทำ ให้ผิวหนังของเราอ่อนแอ และไวต่อแสงแดดด้วยเช่นกัน

จากงานวิจัยของด็อกเตอร์เลสลีย์ โรเดส (Dr.Lesley Rh9 des) ผู้อำนวยการของสถาบัน Photobiology Unit แห่งมหาวิทยาลัย แมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร แนะนำว่าการกินปลาที่อุดมไปด้วย กรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ปลาแซลมอนให้มากขึ้น จะช่วยลดอาการอักเสบอันเนื่องมาจากการได้รับรังสียูวีบี ทั้งยังช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด และมะเร็งผิวหนังให้น้อยลงด้วยเช่นกัน

  • ปลาแซลมอน อาหารของวัยรุ่นก้าวร้าว

การกินปลาแซลมอน ปลาทูน่า หรือปลาซาร์ดีนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยปรับอารมณ์ที่หงุดหงิด ร้อนรุ่ม ให้คงที่และเยือกเย็นลงได้ จากการศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร European Journal of Clinical Nutrition เดือนมกราคม 2004 กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่สำคัญ ระหว่างการกินปลาที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 และการลดลงของอารมณ์หงุดหงิดหรือบูดบึ้งได้อย่างชัดเจน

​​ Salmon

Salmon is a source of protein. Omega-3 fatty acids, vitamin D, vitamin B6, B12, niacin, phosphorus, magnesium and selenium. Eating salmon regularly helps strengthen brain function, eyes, and skin, reducing the risk of cancer. Sharpen thoughts and memory Prevent asthma Cancer in white blood cells or Alzheimer’s disease And help adjust the mood to balance etc.

Humans have known to bring salmon to be a food since Ancient like other fish In addition to being eaten fresh And the salmon is used to cook a variety of dishes Is smoked or fermented To preserve for a long time.

At present, salmon Has been popular around the world, with many salmon coming from the state of Alaska East Pacific Ocean North or East Canada, Norway and Greenland

Salmon skin food For sun and skin lovers

Salmon is rich in omega-3 fatty acids. Which has anti-inflammatory properties Helps protect the skin from sunburn And reduce the risk of skin cancer as well.

Although a lot of research has blamed the ozone layer that has been destroyed as a major cause of increased risk of skin cancer. But our eating habits changed about 75 years ago. Which usually eat foods that contain omega-6 fatty acids Too much while getting less omega-3 fatty acids than normal, there are important parts that do. Let our skin be weak And sensitive to sunlight as well.

ปลาแซลมอน (SALMON)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

ปลาทูน่า (Tuna)

ปลาทูน่า

ปลาทูน่า

นอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีแล้ว ปลาทูน่ายังเป็น แหล่งของไนอะซิน ซีลีเนียม วิตามินบี6 ไทอามิน กรดไขมันโอเมก้า3 ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ปลาทูน่าพบในบริเวณกระแสน้ำอุ่นแถบมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดีย รวมไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

มนุษย์นิยมนำปลาทูน่ามาประกอบเป็นอาหารตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะนอกจากจะมีรสชาติที่อร่อยถูกปากแล้ว ปลาทูน่ายังสามารถนานำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นปิ้ง ย่าง อบ หรือแม้กระทั้งดอง

  • ป้องกันโรควูบ

อันเนื่องมาจากเส้นเลือดในสมองตีบตัน

จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าการกินปลาอย่างสม่ำเสมอจะ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรควูบ อันเนื่องมาจากเส้นเลือดในสมองตีบตันให้ลดน้อยลงได้ การศึกษาได้นำเอาพยาบาลจำนวน 80,000 คน มาทำการศึกษาถึงพฤติกรรมในการกินอาหารเป็นเวลามากกว่า 15 ปี พบว่าพยาบาลที่กินปลา 2-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่อการ เป็นโรควูบเนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบตันลดลงร้อยละ 27 เมื่อเปรียบเทียบกับพยาบาลที่กินปลาเพียงเดือนละครั้งหรือไม่ได้กินเลย นอกจากนั้นยังพบอีกว่าการกินปลา 5 ครั้ง หรือมากกว่านั้นต่อสัปดาห์ จะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรควูบอันเนื่องมาจากเส้นเลือดในสมองตีบตันได้มากถึงร้อยละ 25

  • การกินปลาทุกวันช่วยป้องกันโรคหัวใจวายได้

ในขณะที่การกินปลาทุกสัปดาห์ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการ เป็นโรควูบอันเนื่องมาจากเส้นเลือดในสมองตีบตันได้ การกินปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 เช่น ปลาทูน่า ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจลงมากกว่าการกินปลาทั่วไปถึง 2 เท่า ผลการศึกษาดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร Circulatio ของสถาบัน American Heart Association ประจำวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 2006

  • ไขมันโอเมก้า-3 ที่พบในปลาทูน่าช่วยลดอาการอักเสบ

จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าผลิตภัณฑ์ไขมันที่ร่างกายของ เราผลิตจาก EPA ที่มีชื่อเรียกว่าเรซอลวิน (Resolvin) ช่วยอธิบายให้เราทราบว่าไขมันโอเมก้า-3 ในปลาทูน่าช่วยป้องกันอาการอักเสบตามข้อต่อ และช่วยเสริมสร้างการไหลเวียนของโลหิตให้ไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น ด้วยเช่นกัน

เรซอลวินมีส่วนช่วยลดอาการอักเสบในสัตว์ทดลอง และขัด ขวางการผลิตสารเคมีที่เกี่ยวกับการอักเสบ และทำให้การเคลื่อนย้ายเซลล์และสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบไปยังบริเวณที่เกิดการอักเสบ ดำเนินไปอย่างเป็นปกติ โดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงในด้านลบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ หรือระบบกระเพาะอาหารและลำไส้แต่อย่าง ใด ซึ่งแตกต่างจากยาต้านอาการอักเสบ เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน และ COX-2 Inhibitors ที่มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงในด้านต่อบริเวณดังกล่าว

In addition to being a good quality protein source Tuna is also Sources of niacin, selenium, vitamin B6 Tai Amin, Omega 3 fatty acids, phosphorus, potassium and magnesium Tuna is found in the tides of the Pacific Ocean. Atlantic Ocean And the Indian Ocean Including the Mediterranean Sea

Humans prefer to bring tuna into the food since ancient times. Because in addition to having a delicious taste Tuna can also be used to cook a variety of dishes. Whether it’s grilled, baked, or even preserved.

  • Prevent disease. Caused by a stroke in the brain. From recent studies This found that eating fish regularly will Helps reduce the risk of disease Due to the narrowing of blood vessels in the brain Education has taken a number of nurses. 80,000 people to study food eating behavior for more than 15 years Found that nurses who eat fish 2-4 times a week Will have a risk of Is a disease of the brain due to narrowing of blood vessels in the brain 27 When compared to nurses who eat fish only once a month or do not eat at all Also found that eating fish 5 times or more per week Will reduce the risk of disease due to stroke in the brain that can be as much as a percentage 25

ปลาทูน่า (TUNA)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

มะเดื่อ(fig)

มะเดื่อ

มะเดื่อ

มะเดื่อเป็นแหล่งของเส้นใยอาหาร โพแทสเซียม และแมงกานีส มนุษย์รู้จักมะเดื่อตั้งแต่สมัยโบราณ เพื่อที่จะทราบแหล่งกำเนิดของมะเดื่อ เราอาจศึกษาได้จากข้อความที่ ถูกจารึกในไบเบิล รวมไปจนถึงจดหมายเหตุต่างๆ คาดว่ามะเดื่อถูกนำมาปลูกครั้งแรกที่ประเทศอียิปต์ ก่อนที่จะขยายไปยังเกาะครีต มะเดื่อถูกนำไปแพร่พันธุ์ที่กรีซในช่วงประมาณศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล และได้กลายเป็นอาหารที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวกรีกตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา

ชาวกรีกให้ความสำคัญกับมะเดื่อมาก จนกระทั่งออกกฎห้ามมิ ให้ส่งมะเดื่อที่มีคุณภาพดีที่สุดออกนอกประเทศ ไม่เพียงชาวกรีกเท่านั้น ชาวโรมันยังให้ความเคารพมะเดื่อว่าเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ตามตำนานโบราณ ในเวลาต่อมามะเดื่อได้ถูกนำไปปลูกยังดินแดนแถบชายฝั่งทะเล

เมดิเตอร์เรเนียน โดยนักรบโบราณ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 คณะมิชชันนารีชาวสเปนได้นำมะเดื่อเข้าไปเผยแพร่ยังซานดิเอโก แคลิฟอร์เนียจนกระทั่งปัจจุบันแคลิฟอร์เนียได้กลายเป็นแหล่งปลูกมะเดื่อที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก นอกจากตุรกี กรีซ โปรตุเกส และสเปน

  • มะเดื่อ หนึ่งในหนทางสู่หุ่นที่เพรียวบาง และได้สัดส่วนสวยงาม

มะเดื่อเป็นแหล่งของเส้นใยอาหาร อาหารที่อุดมไปด้วยเส้นใย จะส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำหนัก ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าผู้หญิงที่กินอาหารที่มีเส้นใยสูงเพิ่มขึ้นจะได้รับพลังงานจากอาหารที่กินเข้าไปน้อยลง ในขณะที่พวกเธอกลับรู้สึกอิ่มและอยู่ท้องเป็นเวลานาน ร่างกายของเธอจึงไม่ต้องทนรับพลังงานส่วนเกินจากอาหารที่กินเข้าในปริมาณมากอีกต่อไป ทำให้สามารถจัดการกับน้ำหนักส่วนเกินให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ มาตรฐานพร้อมกับมีรูปร่างที่ผอมบางลงได้

  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกระดูกในทุกเพศทุกวัย

มะเดื่อเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยแคลเซียม โดยพบว่ามะเดื่อ 8 ออนซ์ จะให้แคลเซียมมากถึง 79 mg แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็น การทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกและฟัน โดยเด็กในวัยเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ รวมไปจนถึงคนชราที่ประสบปัญหากระดูกบางและหักง่าย

นอกจากแคลเซียมแล้ว มะเดื่อยังเป็นแหล่งของโพแทสเซียม ที่มีส่วนสำคัญในการลดปริมาณของแคลเซียมในน้ำปัสสาวะที่มีสาเหตุมาจากการกินอาหารที่มีเกลือสูง ซึ่งเป็นปัญหาที่ชาวอเมริกันรวมไป จนถึงประชากรในหลายประเทศกำลังประสบอยู่ด้วยเช่นกัน

Figs are a source of dietary fiber. Potassium and manganese, humans have known figs since ancient times. In order to know the origin of figs We may study from the text Inscribed in the Bible Including various archives It is expected that the figs were first planted in Egypt. Before expanding to Crete Figs were brought to breed in Greece during the last century. 9 BC and has become an important food for the Greek way of life since then. Onwards

The Greeks pay more attention to the figs. Until the rule is forbidden Send the best quality figs out of the country. Not only the Greeks The Romans also respected figs as sacred fruits according to ancient myths. Later, the figs were planted in the coastal region.

Mediterranean By ancient warriors In the late 19th century, the Spanish missionaries brought figs to San Diego. California until today, California has become one of the world’s largest fig-growing sources, in addition to Turkey, Greece, Portugal and Spain.

มะเดื่อ(FIG)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

แคนตาลูป (Cantaloupe)

แคนตาลูป

แคนตาลูป

แคนตาลูปเป็นแหล่งของวิตามินเอ วิตามินซี โพแทสเซียม เส้นใยอาหาร ไนอะซิน วิตามินบี6 และโฟเลต แหล่งกำเนิดที่แน่นอนของแคนตาลูปนั้นไม่ชัดเจน ถึงแม้จะคาดว่าแคนตาลูปถูกนำไปปลูก เป็นครั้งแรกที่อินเดีย แอฟริกา หรือเปอร์เซีย มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วก็ตาม จากการศึกษาบันทึกของชาวกรีกและโรมัน พบว่าชาวกรีกและ โรมันโบราณต่างรู้จักนำแคนตาลูปมากินเป็นอาหารมาช้านานแล้ว มีการนำแคนตาลูปไปยังสหรัฐอเมริกาในยุคล่าอาณานิคม แต่ยังไม่มีการ ปลูกเพื่อการค้า จนกระทั่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

ในปัจจุบันประเทศที่ปลูกแคนตาลูปเพื่อการค้ามากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ตุรกี อิหร่าน และประเทศในแถบอเมริกากลาง

  • ป้องกันดวงตาเสื่อมสภาพด้วยแคนตาลูป

จากผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Archives of Ophtha Imology พบว่าการกินผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ อย่างเช่น แคนตาลูป อย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อม ของดวงตาอันเนื่องมาจากอายุที่มากขึ้น ซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของการสูญเสียการมองเห็นของผู้สูงอายุได้มากถึงร้อยละ 36 เมื่อเปรียบเทียบ กับผู้ที่กินผลไม้ดังกล่าวน้อยกว่า 1.5 ครั้งต่อวัน

  • อาหารว่างเสริมสุขภาพของสิงห์อมควัน

จากงานวิจัยที่ดำเนินการโดย ริชาร์ด เบย์บัตต์ (Richard Baybutt) ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัยแคนซัส สเตท พบว่าสำหรับผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยควันพิษ การได้รับวิตามินเอจากอาหารที่กินอยู่เสมอ เช่น แคนตาลูป จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของปอด และลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคปอด อันเนื่องจากการได้รับควันพิษดังกล่าวได้ เบย์บัตต์ศึกษาถึงความ สัมพันธ์ระหว่างวิตามินเอและภาวะอักเสบของปอดและโรคถุงลมโป่งพอง พบว่าสารเบนโซ (เอ) ไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในบุหรี่ มีส่วนก่อให้เกิดภาวะขาดวิตามินเอ แต่การกินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ส่วนสำคัญในการรักษาความผิดปกติดังกล่าวด้วยเช่นกัน

Cantaloupe is a source of vitamin A. Vitamin C, potassium, dietary fiber, niacin, vitamin B6 and folate. The exact origin of cantaloupe is unclear. Although Cantaloupe is expected to be planted For the first time in India, Africa or Persia Since ancient times From the study of Greek and Roman records Found that the Greeks and Ancient Romans have known to bring cantaloupe to eat for a long time. Has brought cantaloupe to the United States in the colonial era But no Planted for commercial purposes Until the late 19th century.

At present, most countries that grow cantaloupe for trade Including the United States, Turkey, Iran and Central American countries

  • Prevent eye deterioration with cantaloupe Based on research published in magazines Archives of Ophtha Imology found that eating fruits that are rich in vitamin A Such as cantaloupe at least 3 times a day will help reduce the risk of degeneration Of the eyes due to age Which is the initial symptom of the loss of vision of the elderly as much as 36 percent When compared With those who eat such fruits less than 1.5 times a day.

แคนตาลูป (CANTALOUPE)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

กล้วย (Banana)

กล้วย

กล้วย

เป็นผลไม้ที่คนทุกเพศทุกวัยต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีการ สันนิษฐานว่ากล้วยถูกปลูกในมาเลเซียเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน หรือ 327 ปีก่อนคริสตศักราช กองทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราชได้นำกล้วยไปปลูกทั่วฟิลิปปินส์ และอินเดีย จนทำให้กล้วยกลายเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในดินแดนดังกล่าว กล้วยถูกนำไปปลูกที่แอฟริกาโดยพ่อค้าชาวอาหรับ ก่อนที่จะถูกค้นพบโดยนักสำรวจชาวโปรตุเกสในปี 1482 ในเวลาต่อมา ได้มีการนำกล้วยไปปลูกยัง อเมริกาซึ่งในปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกกล้วยที่สำคัญที่สุดของโลก

  • ปกป้องดวงตา

เพื่อดวงตาที่แจ่มใสตราบนานเท่านาน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องใช้สายตาในการทำงานมากๆ กล้วย เป็นหนึ่งในทางเลือกที่สำคัญในการบำรุงสายตาของคุณให้แจ่มชัดและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยาวนาน จากข้อมูลที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Archives of Ophthalmology พบว่าการกินกล้วยเป็นจำนวน 3 ครั้ง หรือมากกว่านั้นต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมลงของดวงตาอันเนื่องมาจากอายุที่มากขึ้นได้ ซึ่งเป็นสาเหตุขั้นต้นของการสูญเสียการมองเห็นเมื่อมีอายุมากขึ้นได้ถึงร้อยละ 36 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่กินกล้วยน้อยกว่า 1.5 ครั้งต่อวัน

  • โพแทสเซียมและเส้นใยของกล้วย

ดีต่อหัวใจและเส้นเลือดหัวใจ

ไม่เพียงรสชาติที่หวานหอมและเนื้อที่อ่อนนุ่มง่ายต่อการกิน เท่านั้น แต่ด้วยคุณประโยชน์อันมากมายที่กล้วยมี จึงไม่น่าแปลกใจที่กล้วยได้รับความนิยมจากคนทุกเพศทุกวัย และกลายเป็นผลไม้ประจำบ้านของใครหลายๆ คน กล้วยเป็นหนึ่งในแหล่งของโพแทสเซียมที่ดีที่สุด โพแทสเซียมช่วยรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ รวมไปจนถึงช่วยเสริมสร้างให้หัวใจทำงานได้อย่างเป็นปกติสุข โดยเฉลี่ยแล้วกล้วยจะประกอบไปด้วยโพแทสเซียมมากถึง 467 mg ในขณะที่มีโซเดียมเพียง 1 mg เท่านั้น นักกีฬาจะได้รับคำแนะนำให้กินกล้วย เนื่องจากโพแทสเซียมในกล้วยจะช่วยชดเชยพลังงานที่สูญเสียไป ได้อย่างดี นอกจากนั้นยังพบอีกว่าการกินกล้วยวันละ 1 ผล ยังช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัวด้วยเช่นกัน

  • ดีต่อการขับถ่าย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาด้านการขับถ่าย กล้วยมี สรรพคุณในการช่วยเสริมสร้างการขับถ่ายให้เป็นปกติ เมื่อเกิดอาการท้องร่วง ร่างกายจะสูญเสียสารอิเล็กโทรไลต์ที่สำคัญผ่านของเหลวที่ถูกขับออกมา กล้วย (ดิบ) จะช่วยทดแทนโพแทสเซียม ซึ่งเป็นหนึ่งในสาร อิเล็กโทรไลต์ที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำให้หัวใจทำงานอย่างเป็นปกติ และช่วยปรับของเหลวภายในร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล นอกจากนั้น กล้วยยังเป็นแหล่งของเส้นใยเพ็กติน ซึ่งเป็นเส้นใยที่ละลายได้ในน้ำ ซึ่งจะช่วยปรับการเคลื่อนที่ภายในลำไส้และระบบย่อยอาหารให้เป็นปกติ และช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

It’s a fruit that people of all ages are familiar with. It is assumed that bananas are grown in Malaysia at about 4,000. Last year or 327 years before the Christian era Alexander the Great’s army brought bananas to grow throughout the Philippines. And India until the bananas became one of the most popular fruits in the land. Bananas were planted in Africa by Arab traders. Before being discovered by Portuguese explorers in the year 1482. Later, bananas were also planted. America, which has now become one of the world’s most important banana plantations.

  • Protect your eyes For bright eyes for as long as If you are one who has to use the eyes to work a lot Bananas are one of the important alternatives to nourish your eyes to be clear and work effectively for a long time. Based on information published in Archives magazine of Ophthalmology Found that eating bananas is a number 3 times or more per day Will help reduce the risk of deterioration of the eyes due to age Which is the primary cause of vision loss when they are older up to 36 percent Compared to those who eat bananas less than 1.5 times a day.

กล้วย (BANANA)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

แอปเปิล (Apple)

แอปเปิล

แอปเปิล

แอปเปิลเป็นแหล่งของสารฟลาโวนอยด์ ซึ่ง ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่ในการจับอนุมูลอิสระที่อาจทำลายดีเอ็นเอให้ได้รับความเสียหาย นอกจากนั้น อีริค เกิชวิน (Eric Gershwin) และคณะจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ค้นพบว่าสารฟลาโวนอยด์ในแอปเปิลยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจและมะเร็งด้วยเช่นกัน

  • รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

รสหวานของแอปเปิลเกิดจากสารให้ความหวานธรรมชาติ ที่มีชื่อว่าน้ำตาลฟรักโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่มีการรวมตัวอย่างง่ายๆ แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อน้ำตาลรวมตัวกัน เส้นใยอาหารที่อยู่ในเนื้อแอปเปิล จึงส่งผลให้ผู้ที่กินแอปเปิลสามารถรักษาระดับของน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้

  • ต้านนิ่วในไต

น้ำแอปเปิลมีสรรพคุณในการช่วยลดความเสี่ยงต่อการก่อตัว ของแคลเซียมออกซาเลตในไต อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดนิ่วในไตได้เป็นอย่างดี จากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร British Journal of Nutrition พบว่าผู้หญิงที่ดื่มน้ำแอปเปิล น้ำเกรปฟรุต หรือน้ำส้ม 1/2-1 ลิตรทุกวัน จะมีระดับของค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ของน้ำปัสสาวะ และการขับกรดซิตริกเพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงต่อการก่อตัวของแคลเซียม ออกซาเลตในไตลดลง ซึ่งนั่นจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นนิ่วในไต ให้น้อยลงด้วยเช่นกัน

  • เสริมสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง

การทดลองที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Agricultural and Food Chemistry แสดงให้เห็นว่าการกินสารสกัดที่ได้จากแอปเปิล ทั้งลูก หรือการกินแอปเปิลทั้งลูกจำนวน 6 ลูก จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลองได้ และยิ่งเรากินแอปเปิลมากและ บ่อยครั้งเท่าใด ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคดังกล่าวก็จะยิ่งน้อยลงด้วย เช่นกัน นอกจากนั้นในการทดลองที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Molecular Nutrition and Food Research พบว่า สารสกัดจาก แอปเปิลซึ่งอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล มีส่วนช่วยในการขัดขวางการเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน

  • ป้องกันอันตรายจากแสงแดด

เปลือกแอปเปิลอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นที่มีชื่อ ว่าสารฟีนอล ซึ่งช่วยป้องกันโรคเรื้อรังได้เป็นจำนวนมาก จากการวิจัย ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Experimental Botany พบว่าสาร ฟีนอลในเปลือกของแอปเปิลมีสรรพคุณป้องกันรังสียูวีบีที่มีประสิทธิภาพ โดยนักวิจัยพบว่าแอปเปิลพันธุ์แกรนนี่ สมิธ (Granny Smith) และ แบรเบิร์น (Braeburn) มีประสิทธิภาพในการสะสมสารที่เป็นสารต้านรังสียูวีบีไว้ที่ผิวด้านที่ถูกแสงแดดของมัน และยังพบอีกว่า แอปเปิลพันธุ์แบรเบิร์นสามารถทนทานรังสียูวีบีที่เข้มข้น (มากถึง 97 kJ m-2) ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณจะเดินทางไปทะเลหรือต่างจังหวัดที่มีแดดจ้า เริ่มวันที่ สดใสของคุณด้วยแอปเปิลสักลูก หรืออาจนำติดตัวใส่กระเป๋าปิกนิก ของคุณไปกินระหว่างทาง 2-3 ลูก ก็จะช่วยปกป้องผิวสวยของคุณจาก รังสียูวีอันเป็นสาเหตุของริ้วรอยก่อนวัยและมะเร็งผิวหนังได้เป็นอย่างดี

  • แหล่งของเส้นใยอาหารและวิตามินซี

ผิวแอปเปิลเป็นแหล่งของเส้นใยอาหารและสารเควอซิติน แต่ น่าเสียดายที่แม้ว่าสารอาหารที่สำคัญส่วนใหญ่ของแอปเปิลจะรวม อยู่ที่เปลือก แต่การเพาะปลูกส่วนใหญ่ที่มีการใช้สารปราบศัตรู” เป็นสารอันตราย และการเคลือบด้วยแว็กซ์ที่มีส่วนประกอบหลัก ปิโตรเลียม นอกจากนั้นการปอกเปลือกแอปเปิลยังเป็นการสูญเสียสารฟลาโวนอยด์ รวมไปจนถึงสารอาหารที่มีประโยชน์อื่นๆ ไปอย่างเลี่ยงมิได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้รับสารอาหารที่สำคัญจากแอปเปิล และไม่ได้รับสารเคมีตกค้างที่อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้ในระยะยาว จึงเลือกแอปเปิลที่ได้จากการปลูกแบบธรรมชาติจึงจะดีที่สุด

Apple is the source of flavonoids. Which acts as an effective antioxidant Serves to capture free radicals that may damage DNA to be damaged In addition, Eric Gershwin and faculty from the University of California Has discovered that flavonoids in apples also have properties to prevent heart disease and cancer as well.

  • Maintain stable blood sugar levels The sweet taste of apples is caused by natural sweeteners. Named fructose sugar Which is a sugar with a simple sample combination But takes a long time to decompose Especially when sugar is gathered Dietary fiber in apple meat Therefore resulting in the eating of apples to maintain stable blood sugar levels.
  • Apple juice has properties to help reduce the risk of formation. Of calcium oxalate in the kidneys Which causes kidney stones very well From research published in British magazines Journal of Nutrition found that women who drink apple juice Grapefruit juice or 1 / 2-1 liter orange juice every day has the level of pH of the urine. And increased citric acid excretion Causes the risk of calcium formation Oxalate in the kidney decreases. Which will help reduce the risk of kidney stones To less as well

แอปเปิล (APPLE)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com

มันฝรั่ง (potato)

มันฝรั่ง

มันฝรั่ง

มันฝรั่งมีต้นกำเนิดในแถบภูเขาแอนเดียนในทวีปอเมริกาใต้ คาดว่านำมาปลูกโดยชาวอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อ ประมาณ 4,000-7,000 ปีก่อน มันฝรั่งนำเข้าสู่ทวีปยุโรปโดยนักสำรวจชาวสเปนเมื่อต้นศตวรรษที่ 16 และเนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินซี กองทัพ เรือชาวสเปนได้นำมันฝรั่งไปปรุงเป็นอาหารเลี้ยงลูกเรือ เพื่อรักษาอาการ เลือดออกตามไรฟัน จนได้รับความนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารกันอย่าง แพร่หลายโดยชาวอิตาลี เยอรมัน และทุกประเทศทั่วทั้งยุโรป

ในปัจจุบัน มันฝรั่งได้รับความนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารกันทั่ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา คาดกันว่ามีการนำมันฝรั่งเข้า สหรัฐอเมริกาเมื่อต้นศตวรรษที่ 18 โดยผู้อพยพชาวไอริชที่เข้าไปตั้ง นานในนิวอิงแลนด์ ก่อนที่จะกระจายไปทั่วโลกอย่างเช่นปัจจุบันนี้

มันฝรั่งเป็นแหล่งของวิตามินบี6 วิตามินซี ทองแดง โพแทสเซียม แมงกานีส และเส้นใยอาหาร มันฝรั่งเป็นอาหารที่มีแคลอรีต่ำ มีเส้นใยอาหารสูง ช่วยป้องกันความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบเส้นเลือด หัวใจ รวมไปจนถึงโรคมะเร็งต่างๆ มันฝรั่งมีสารอาหารที่ทำหน้าที่เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แคโรทีนอยด์ ฟลาโวนอยด์ กรดคาเฟอิก ไปจนถึงพาเทติน (Patetin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ

  • ลดความดันโลหิต

จากการศึกษาของ Institute for Food Research พบว่า มันฝรั่งมีสารประกอบที่มีชื่อว่ากูโกอามิน (Kukoamines) ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดความดันโลหิต ซึ่งก่อนหน้านั้นจะพบเฉพาะในเก๋ากี๋ฉาย (Lycium Chinense) ซึ่งเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่นิยมนำเปลือกมาใช้ เป็นส่วนผสมในยาจีน เท่านั้น

  • เสริมสร้างวิตามินบี6

มันฝรั่งเป็นหนึ่งในอาหารที่ให้วิตามินบี6 ในระดับสูง โดยพบว่ามันฝรั่งอบ 1 ถ้วย มีวิตามินบี6 มากถึงร้อยละ 21.0 ของวิตามิน ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันเลยทีเดียว วิตามินบี6 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของเอนไซม์มากกว่า 100 แบบ เอนไซม์เป็นโปรตีนที่มีหน้าที่สำคัญในการเร่งปฏิกิริยาทางเคมีให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นปกติ ตัวอย่างเช่น ร่างกายต้องการวิตามินบี6 ในการสังเคราะห์โปรตีนและวิตามินบี6 ยังมีบทบาทสำคัญต่อกรดนิวคลิอิก และการสร้างดีเอ็นเอด้วยเช่นกัน ดังนั้นวิตามินบี6 จึงเป็นวิตามินที่เซลล์และ เนื้อเยื่อทุกส่วนต่างขาดไม่ได้ หากปราศจากวิตามินบี6 ที่พอเหมาะ ร่างกายจะเกิดโรคร้ายและความผิดปกติต่างๆ ตามมามากมาย

  • เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท

วิตามินบี6 ที่พบในมันฝรั่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของ ระบบประสาท รวมไปจนถึงกิจกรรมต่างๆ ของเซลล์สมอง ร่างกายใช้ วิตามินบี6 ในการสร้างอามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่ระบบประสาทจำเป็นต้องใช้ในการกระจายหรือส่งผ่านสัญญาณหรือสารจาก เส้นประสาทหนึ่งไปยังเส้นประสาทอื่นๆ

Potatoes originate in the Andean mountains in South America. It is expected to be planted by the Indians who live in the area about 4,000-7,000. Last year, potatoes were imported into Europe by Spanish explorers in the early 16th century. And because of the richness of vitamin C, the Spanish fleet brought potatoes to cook for the crew. To treat symptoms Scurvy Until being popularly used to cook food Widespread by Italian, German and all countries throughout Europe.

At present Potatoes are popularly used to cook food together. Especially in the United States Estimated that potatoes were imported United States in the early 18th century by Irish immigrants who set up Long in New England Before spreading throughout the world like today.

มันฝรั่ง (POTATO)

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูล : Google / youtube

แนะนำติชม : www.y6780.com